ความรู้เรื่อง Hard Disk
ลักษณะทั่วไป
ระบบฮาร์ดดิสค์แตกต่างกับแผ่นดิสเกตต์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีจำนวนหน้าสำหรับเก็บบันทึก ข้อมูลมากกว่าสองหน้า นอกจากระบบฮาร์ดดิสค์จะเก็บบันทึกข้อมูลเหมือนแผ่นดิสเกตต์ยังเป็นส่วน ที่ใช้ในการอ่านหรือเขียนบันทึกข้อมูลเหมือนช่องดิสค์ไดรฟ์
แผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ดดิสค์ จะมีความหนาแน่นของการจุข้อมูลบนผิวหน้าได้สูงกว่าแผ่น ดิสเกตต์มาก เช่น แผ่นดิสเกตต์มาตราฐานขนาด 5.25 นิ้ว ความจุ 360 กิโลไบต์ จะมีจำนวนวงรอบ บันทึกข้อมูลหรือเรียกว่า แทร็ก(track) อยู่ 40 แทร็ก กรณีของฮาร์ดดิสค์ขนาดเดียวกันจะมีจำนวน วงรอบสูงมากกว่า 1000 แทร็กขึ้นไป ขณะเดียวกันความจุในแต่ละแทร็กของฮาร์ดดิสค์ก็จะสูงกว่า ซึ่งประมาณได้ถึง 5 เท่าของความจุในแต่ละแทร็กของแผ่นดิสเกตต์
เนื่องจากความหนาแน่นของการบันทึกข้อมูลบนผิวแผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ดดิสค์สูงมาก ๆ ทำให้หัวอ่านและเขียนบันทึกมีขนาดเล็ก ตำแหน่งของหัวอ่านและเขียนบันทึกก็ต้องอยู่ในตำแหน่ง ที่ใกล้ชิดกับผิวหน้าจานมาก โอกาสที่ผิวหน้าและหัวอ่านเขียนอาจกระทบกันได้ ดังนั้นแผ่นจานแม่ เหล็กจึงควรเป็นแผ่นอะลูมิเนียมแข็ง แล้วฉาบด้วยสารแม่เหล็ก
ฮาร์ดดิสค์จะบรรจุอยู่ในกล่องโลหะปิดสนิท เพื่อป้องสิ่งสกปรกหลุดเข้าไปภายใน ซึ่งถ้าต้อง การเปิดออกจะต้องเปิดในห้องเรียก clean room ที่มีการกรองฝุ่นละออกจากอากาศเข้าไปในห้อง ออกแล้ว ฮาร์ดดิสค์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นแบบติดภายในเครื่องไม่เคลื่อนย้ายเหมือนแผ่นดิสเกตต์ ดิสค์ประเภทนี้อาจเรียกว่า ดิสค์วินเชสเตอร์(Winchester Disk)
ฮาร์ดดิสค์ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็ก(platters) สองแผ่นหรือมากกว่ามาจัด เรียงอยู่บนแกนเดียวกันเรียก Spindle ทำให้แผ่นแม่เหล็กหมุนไปพร้อม ๆ กัน จากการขับเคลื่อน ของมอเตอร์ด้วยความเร็ว 3600 รอบต่อนาที แต่ละหน้าของแผ่นจานจะมีหัวอ่านเขียนประจำเฉพาะ โดยหัวอ่านเขียนทุกหัวจะเชื่อมติดกันคล้ายหวี สามารถเคลื่อนเข้าออกระหว่างแทร็กต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว
จากรูปเป็นภาพตัดขวางของฮาร์ดดิสค์แสดงแผ่นจาน แกนหมุน Spindle หัวอ่านเขียน และก้านหัวอ่านเขียน
จากรูปแสดงฮาร์ดดิสค์ที่มีแผ่นจาน 2 แผ่น พร้อมการกำกับชื่อแผ่นและหน้าของดิสค์ ผิวของ แผ่นจานกับหัวอ่านเขียนจะอยู่เกือบชิดติดกัน คือห่างกันเพียงหนึ่งในแสนของนิ้ว และระยะห่างนี้ ในระหว่างแทร็กต่าง ๆ ควรสม่ำเสมอเท่ากัน ซึ่งกลไกของเครื่องและการประกอบฮาร์ดดิสค์ต้อง ละเอียดแม่นยำมาก การหมุนอย่างรวดเร็วของแผ่นจาน ทำให้หัวอ่านเขียนแยกห่างจากผิวจาน ด้วยแรงลมหมุนของจาน แต่ถ้าแผ่นจานไม่ได้หมุนหรือปิดเครื่อง หัวอ่านเขียนจะเลื่อนลงชิดกับ แผ่นจาน ดังนั้นเวลาเลิกจากการใช้งานเรานิยมเลื่อนหัวอ่านเขียนไปยังบริเวณที่ไม่ได้ใช้เก็บข้อมูล ที่เรียกว่า Landing Zone เพื่อว่าถ้าเกิดการกระแทรกของหัวอ่านเขียนและผิวหน้าแผ่นจานก็จะไม่มีผลต่อข้อมูลที่เก็บไว้
ฮารด์ดิกส์เป็นอุปกรณ์ที่รวมเอาองค์ประกอบ ทั้งกลไกการทำงาน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เข้าไว้ด้วยกัน แม้ว่าฮาร์ดดิสก์ นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนที่สุด ในด้านอุปกรณ์ที่มีการเคลื่อนไหว แต่ในความเป็นจริงแล้วการอธิบายการทำงาน ของฮาร์ดดิสก์นั้นถือว่าได้ง่าย ภายในฮาร์ดดิสก์นั้นจะมีแผ่น Aluminum Alloy Platter หลายแผ่นหมุนอยู่ด้วยความเร็วสูง โดยจะมีจำนวนแผ่นขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อต่างกันไป เมื่อผู้ใช้ พิมพ์คำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน แขนกลของฮาร์ดดิสก์ จะรอบรับคำสั่งและเคลื่อนที่ ไปยังส่วนที่ถูกต้องของ Platter เมื่อถึงที่หมายก็จะทำการอ่านข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์นั้น หัวอ่านจะอ่านข้อมูลแล้วส่งไปยัง ซีพียู จากนั้น ไม่นานข้อมูลที่ต้องการก็จะปรากฏ การทำงานเขียนอ่านข้อมูลของฮาร์ดดิกส์ จะมีการทำงาน คล้ายกับการทำงาน ของของเทปคาสเซ็ท แพล็ตเตอร์ของฮาร์ดดิสก์ นั้นจะเคลือบไปด้วยวัตถุจำพวกแม่เหล็ก ที่มีขนาดความหนา เพียง 2-3 ในล้านส่วนของนิ้ว แต่จะต่างจากเทปทั่วไปคือ ฮาร์ดดิสก์นั้นจะใช้หัวอ่านเพียง หัวเดียวในการทำงาน ทั้งอ่าน และเขียนข้อมูลบนฮาร์ดดิกส์ ส่วนเขียนข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์นั้นหัวอ่านจะได้ รับกระแสไฟฟ้าผ่านเข้าสู่ คอยล์ของหัวอ่าน เพื่อสร้างรูปแบบแม่เหล็กบนสื่อ ที่เคลือบอยู่บนแพล็ตเตอร์ซึ่งเท่า กับเป็นการเขียนข้อมูลลงบน ฮาร์ดดิสก์ การอ่านนั้น ก็จะเป็นการแปลงสัญญาณรูปแบบแม่เหล็กที่ได้บันทึก อยู่บนฮาร์ดิสก์กลับแล้วเพิ่ม สัญญาณและทำการ ประมวลผล ให้กลับมาเป็นข้อมูลอีกครั้งอีก
จุดที่แตกต่าง กันของการเก็บข้อมูลระหว่าง ออดิโอเทปกับฮาร์ดดิสก์นั้นก็ คือเทปจะเก็บข้อมูลในรูปแบบของ สัญญาณ อนาล็อก แต่สำหรับฮาร์ดดิสก์นั้นจะ เก็บในรูป สัญญาณ ดิจิตอลโดยจะเก็บเป็นเลขฐานสองคือ 0 และ 1 ฮาร์ดดิสก์ จะเก็บข้อมูลไว้ใน Track หรือ เส้นวงกลม โดยจะเริ่มเก็บข้อมูลที่ด้านนอกสุด ของฮาร์ดดิสก์ก่อน จากนั้นจึงไล่เข้ามาด้านในสุด โดยฮาร์ดดิสก์ จะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถสุ่มเข้าถึงข้อมูลได้ คือการที่หัวอ่าน สามารถเคลื่อนที่ ไปอ่านข้อมูลบนจุดใดของ ฮาร์ดดิสก์ก็ได้ ไม่เหมือนกับเทปเพลงที่หากจะต้องการฟังเพลง ถัดไปเราก็ต้องกรอเทป ไปยังจุดเริ่มต้นของเพลงนั้น หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ นั้นสามารถบินอยู่เหนือพื้นที่จัดเก็บ ข้อมูลทันทีที่ได้รับตำแหน่งมาจากซีพียู ซึ่งการเข้า ถึงข้อมูลแบบสุ่มนี้เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ฮาร์ดดิสก์ สามารถแทนที่เทปในการเก็บข้อมูลหลักของคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์นั้นสามารถ เก็บข้อมูลได้ทั้ง 2 ด้านของ แพล็ตเตอร์ ถ้าหัวอ่านเขียนนั้นอยู่ทั้ง 2 ด้าน ดังนั้นฮาร์ดดิสก์ที่ มีแพล็ตเตอร์ 2 แผ่นนั้นสามารถมีพื้นที่ในการ เก็บข้อมูลได้ถึง 4 ด้าน และมีหัวอ่านเขียน 4 หัวการเคลื่อนที่ของ หัวอ่านเขียนนี้จะมีการเคลื่อนที่ไปพร้อม ๆ กันโดยจะมีการเคลื่อนที่ที่ตรงกัน Track วงกลมนั้นจะถูกแบ่งออก เป็นหน่วยย่อย ๆ เรียกว่า Sector การเขียนข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์นั้นจะเริ่มเขียนจากรอบนอกสุด ของฮาร์ดดิสก์ก่อน จากนั้นเมื่อข้อมูลใน Track นอกสุดถูกเขียนจนเต็มหัวอ่านก็จะเคลื่อนมายังแทร็กถัดมา ที่ว่างแล้วทำการเขียน ข้อมูลต่อไป ซึ่งก็ด้วยวิธีการนี้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงเป็นอย่างมากเพราะหัวอ่านเขียนสามารถบันทึกข้อ มูลได้มากกว่า ในตำแหน่งหนึ่งก่อนที่จะเคลื่อนที่ไปยังแทร็คถัดไป
ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีฮาร์ดดิสก์แบบ 4 แพล็ตเตอร์อยู่และหัวอ่านเขียนอยู่ที่แทร็ค 15 ไดร์ฟจะเขียนข้อมูลลงในแทร็ค 15 บนทั้ง 2 ด้านของ แพล็ตเตอร์ ทั้ง 4 จนเต็มจากนั้นจึงเคลื่อนเข้าไปหาที่แทร็ค 16 ต่อไป การหมุนของแพล็ตเตอร์นั้นนับได้ว่า เร็วมาก ความเร็วต่ำ สุดก็เท่ากับ 3,600 รอบต่อนาที และปัจจุบันสูงสุดนับหมื่นรอบ ซึ่งเป็นการทำงานที่เร็วกว่า ฟล็อบปี้ดิสก์หรือเทปมาก ด้วยความเร็วขนาดนี้ทำให้หัวอ่านเขียนขนาดเล็กสามารถลอยหรือบินอยู่เหนือพื้น ผิวได้หัวอ่านเขียนนั้นได้รับการ ออกแบบให้บินอยู่เหนือแผ่นแพล็ตเตอร์ที่กำลังหมุนอยู่ด้วยความเร็วสูงนี้ ในความสูงเพียง 3 ล้านส่วนของนิ้ว ซึ่ง เท่ากับว่าระยะห่างระหว่างหัวอ่านเขียนและแพล็ตเตอร์นั้นมีขนาดเล็ก กว่าเส้นผมของคนเราหรือแม้กระทั่งฝุ่นมาก หากเกิดการกระแทก อย่างรุนแรงขึ้นกับฮาร์ดดิสก์จนทำให้ หัวอ่านเขียนสัมผัสกับแผ่นแพล็ตเตอร์ก็จะทำให้พื้นผิว หรือหัวอ่านเขียน เกิดการเสียหาย ซึ่งส่งผลให้เกิด ปัญหาข้อมูลเสียหาย หรือถ้าโชคร้ายก็คือฮาร์ดดิสก์พังอย่างแก้ไข ไม่ได้ อย่างไรก็ตามปัญหานี้มักจะไม่เกิด กับฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการ ผลิตที่สูงขึ้นและได้รับการป้องกัน เป็นอย่างดีโดยถูกสร้าง ให้สามารถ รับแรงกระแทกได้สูงถึง 70-100 เท่าของ แรงดึงดูด (70-100G)
การจัดเรียงข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์
การจัดเรียงข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์นั้นมีลักษณะเดียวกับแผนที่ ข้อมูลจะถูกจักเก็บไว้ในแทร็คบนแพล็ตเตอร์ ดิสก์ไดร์ฟทั่ว ๆ ไปจะมีแทร็คประมาณ 2,000 แทร็คต่อนิ้ว (TPI) Cylinder จะหมายถึงกลุ่มของ Track ที่อยู่ บริเวณหัวอ่านเขียนบนทุก ๆ แพล็ตเตอร์ ในการเข้าอ่านข้อมูลนั้นแต่ละแทร็คจะถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อย ๆ เรียกว่า Sector กระบวนการในการจัดการดิสก์ ให้มีแทร็ค และเซกเตอร์เรียกว่า การฟอร์แมต ฮาร์ดดิสก์ ในปัจบันส่วนใหญ่จะได้รับการฟอร์แมตมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยปกติ เซกเตอร์ จะมีขนาด เท่ากับ 512 ไบต์ คอมพิวเตอร์จะใช้ข้อมูลที่ได้รับการฟอร์แมตนี้ เหมือนกับที่นักท่องเที่ยวใช้แผนที่ ในการเดินทาง คือใช้ระบุว่าข้อมูลใดอยู่ที่ตำแหน่งใดบนฮาร์ดดิสก์ ดังนั้นหากฮาร์ดดิสก์ ไม่ได้รับการฟอร์แมต เครื่องคอมพิวเตอร์ จะก็ไม่รู้ว่าข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ใด และจะนำข้อมูลมาได้จากที่ไหนในการออกแบบฮาร์ดดิสก์ แบบเก่านั้นจำนวน เซกเตอร์ต่อแทร็กจะถูกกำหนดตายตัว เนื่องจากพื้นที่แทร็คบริเวณขอบนอกนั้นมีขนาด ใหญ่กว่าบริเวณขอบใน ของฮาร์ดดิสก์ ดังนั้นพื้นที่สิ้นเปลืองของแทร็คด้านนอกจึงมีมากกว่า แต่ในปัจจุบัน ได้มีการใช้เทคนิคการฟอร์แมต รูปแบบใหม่ที่ เรียกว่า Multiple Zone Recording เพื่อบีบข้อมูลได้มากขึ้น ในการนำมาจัดเก็บบนฮาร์ดดิสก์ได้ Multiple Zone Recording จะอนุญาตให้พื้นที่แทร็คด้านนอก สามารถ ปรับจำนวนคลัสเตอร์ได้ทำให้พื้นที่แทร็ค ด้านนอกสุดมีจำนวนเซกเตอร์มากว่า ด้านในและด้วยการแบ่งให้พื้น ที่แทร็คด้านนอกสุดมีจำนวนเซกเตอร์มากว่าด้านในนี้ ข้อมูลสามารถจัดเก็บได้ตลอดทั้งฮาร์ดดิสก์ ทำให้มีการใช้เนื้อที่บนแพล็ตเตอร์ได้อย่างคุ้มค่า และเป็นการ เพิ่มความจุโดย ใช้จำนวนแพล็ตเตอร์น้อยลงจำนวนของเซกเตอร์ต่อแทร็ค ในดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วแบบปกติจะมีอยู่ ประมาณ 60 ถึง 120 เซกเตอร์ภายใต้การจัดเก็บแบบ Multiple Zone Recording
การทำงานของหัวอ่านเขียน
หัวอ่านเขียนของฮาร์ดดิสก์นับเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาแพงที่สุด และลักษณะของมัน ก็มีผลกระทบอย่างยิ่งกับ ประสิทธิภาพ ของฮาร์ดดิสก์โดยรวม หัวอ่านเขียนจะเป็นอุปกรณ์แม่เหล็ก มีรูปร่างคล้าย ๆ ตัว “C” โดยมีช่อง ว่างอยู่เล็กน้อย โดยจะมีเส้นคอยล์ พันอยู่รอบหัวอ่านเขียนนี้เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า การเขียนข้อมูล จะใช้ วิธีการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านคอยล์ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ของสนามแม่เหล็กซึ่งจะส่งผลให้เกิด ความเปลี่ยนแปลงที่แพล็ตเตอร์ ส่วนการอ่านข้อมูลนั้น จะรับค่าความเปลี่ยนแปลง ของสนามแม่เหล็กผ่าน คอยล์ที่อยู่ที่หัวอ่าน เขียนแล้วแปลงค่าที่ได้เป็น สัญญาณส่งไปยังซีพียู ต่อไปเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปความ หนาแน่นของข้อมูลก็ยิ่ง เพิ่มขึ้นในขณะที่เนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลก็จะลดขนาดลง ขนาดบิตของข้อมูลที่เล็กนี้ ทำให้สัญญาณที่เกิดขึ้นแล้ว ส่งไปยังหัวอ่านนั้นอ่อนลง และอ่านได้ยากขึ้น ด้วเหตุนี้ทางผู้พัฒนาจึงจำเป็น ต้องวางหัวอ่านให้กับสื่อมากขึ้นเพื่อ ลดการสูญเสียสัญญาณ จากเดิมในปี 1973 ที่หัวอ่านเขียนบินอยู่ห่างสื่อ ประมาณ 17 microinch (ล้านส่วนของนิ้ว) มาในปัจจุบันนี้หัวอ่านเขียน บินอยู่เหนือแผ่นแพล็ตเตอร์เพียง 3 microinch เท่านั้น เหมือนกับการนำเครื่องบิน โบอิ้ง 747 มาบินด้วยความเร็วสูงสุด โดยให้บินห่างพื้นเพียง 1 ฟุต แต่ที่สำคัญก็คือหัวอ่านเขียนนั้นไม่เคยสัมผัส กับแผ่นแพล็ตเตอร์ ที่กำลังหมุนอยู่เลยเมื่อเครื่อง คอมพิวเตอร์ถูกปิด ฮาร์ดดิสก์จะหยุดหมุนแล้วหัวอ่านเขียนจะ เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัย และหยุดอยู่ตรงนั้น ซึ่งแยกอยู่ต่างหากจากพื้นที่ที่ใช้เก็บข้อมูล
Seek Time
คือระยะเวลาที่แขนยืดหัวอ่านเขียนฮาร์ดดิสก์ เคลื่อนย้ายหัวอ่านเขียนไประหว่างแทร็คของข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ ซึ่งในปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ จะมีแทร็คข้อมูลอยู่ประมาณ 3,000 แทร็คในแต่ละด้านของแพล็ตเตอร์ ขนาด 3.5 นิ้ว ความสามารถในการเคลื่อนที่ จากแทร็คที่อยู่ไปยังข้อมูลในบิตต่อ ๆ ไป อาจเป็นการย้ายตำแหน่งไปเพียง อีกแทร็คเดียวหรืออาจย้ายตำแหน่งไปมากกว่า 2,999 แทร็คก็เป็นได้ Seek time จะวัดโดยใช้หน่วยเวลาเป็น มิลลิเซก (ms) ค่าของ Seek time ของการย้ายตำแหน่งของแขนยึดหัวอ่านเขียน ไปในแทร็คถัด ๆ ไปในแทร็คที่ อยู่ติด ๆ กันอาจใช้เวลาเพียง 2 ms ในขณะที่การย้ายตำแหน่งจากแทร็คที่อยู่นอกสุดไปหาแทร็คที่อยู่ในสุด หรือ ตรงกันข้ามจะต้องใช้เวลามากถึงประมาณ 20 ms ส่วน Average seek time จะเป็นค่าระยะเวลาเฉลี่ย ในการย้ายตำแหน่ง ของหัวเขียนอ่านไปมาแบบสุ่ม (Random) ในปัจจุบันค่า Average seek time ของ ฮาร์ดดิสก์จะอยู่ ในช่วงตั้งแต่ 8 ถึง 14 ms แม้ว่าค่า seek จะระบุเฉพาะคุณสมบัติในการทำงานเพียง ด้านกว้างและยาวของ แผ่นดิสก์ แต่ค่า Seek time มักจะถูกใช้ในการเปรียบเทียบ คุณสมบัติทางด้านความ เร็วของฮาร์ดดิสก์เสมอ ปกติ แล้วมักมีการเรียกรุ่นของฮาร์ดดิสก์ตามระดับความเร็ว Seek time ของตัว ฮาร์ดดิสก์เอง เช่นมีการเรียกฮาร์ดดิสก์ ที่มี Seek time 14 ms ว่า “ฮาร์ดดิสก์ 14 ms” ซึ่งก็แสดงให้ทราบว่า ฮาร์ดดิสก์รุ่นนั้น ๆ มีความเร็วของ Seek time ที่ 14 ms อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการใช้ค่าความเร็ว Seek time กำหนดระดับชั้นของฮาร์ดดิสก์จะสะดวก แต่ค่า Seek time ก็ยังไม่สามารถแสดงให้ประสิทธิภาพทั้งหมด ของฮาร์ดดิสก์ได้ จะแสดงให้เห็นเพียงแต่การค้นหาข้อมูลในแบบสุ่ม ของตัวไดร์ฟเท่านั้น ไม่ได้แสดงในแง่ของ การอ่านข้อมูลแบบเรียงลำดับ (sequential) ดังนั้น ให้ใช้ค่า seek time เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ในการตัดสิน ประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์เท่านั้น
Head Switch Time
เป็นเวลาสลับการทำงาของหัวอ่านเขียน แขนยึดหัวอ่านเขียนจะเคลื่อนย้ายหัวอ่านเขียนไปบนแพล็ตเตอร์ ที่อยู่ในแนวตรงกัน อย่างไรก็ตามหัวอ่านเขียนเพียงหัวเดียวเท่านั้นที่อ่านหรือบันทึกข้อมูลในเวลาใดเวลาหนึ่ง ระยะเวลา ในการสลับกันทำงาน ของหัวอ่านเขียนจะวัดด้วยเวลาเฉลี่ยที่ตัวไดร์ฟใช้สลับ ระหว่างหัวอ่านเขียน สองหัวในขณะ อ่านบันทึกข้อมูล เวลาสลับหัวอ่านเขียนจะวัดด้วยหน่วย ms
Cylinder Switch Time
เวลาในการสลับไซลินเดอร์ สามารถเรียกได้อีกแบบว่าการสลับแทร็ค (track switch) ในกรณีนี้แขนยึดหัวอ่านเขียน จะวางตำแหน่งของหัวอ่านเขียนอยู่เหนือไซลินเดอร์ข้อมูลอื่น ๆ แต่มีข้อแม้ว่า แทร็คข้อมูลทั้งหมดจะต้องอยู่ใน ตำแหน่งเดียวกันของแพล็ตเตอร์อื่น ๆ ด้วย เวลาในการสลับระหว่าง ไซลินเดอร์จะวัดด้วยระยะเวลาเฉลี่ยที่ตัว ไดร์ฟใช้ในการสลับจากไซลินเดอร์หนึ่งไปยัง ไซลินเดอร์อื่น ๆ เวลาในการสลับไซลินเดอร์จะวัดด้วยหน่วย ms
Rotational Latency
เป็นช่วงเวลาในการอคอยการหมุนของแผ่นดิสก์ภายใน การหมุนภายในฮาร์ดดิสก์จะเกิดขึ้นเมื่อหัวอ่าน เขียนวางตำแหน่ง อยู่เหนือแทร็คข้อมูลที่เหมาะสมระบบการทำงาน ของหัวอ่านเขียนข้อมูลจะรอให้ตัวไดร์ฟ หมุนแพล็ตเตอร์ไปยังเซ็กเตอร์ที่ถูกต้อง ช่วงระยะเวลาที่รอคอยนี้เองที่ถูกเรียกว่า Rotational Latency ซึ่งจะวัด ด้วยหน่วย ms เช่นเดียวกัน แต่ระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับ RPM (จำนวนรอบต่อนาที) ด้วยเช่นกัน
รู้จักกับ ฮาร์ดดิสก์ และมาตราฐานของการเชื่อมต่อ แบบต่าง ๆ
ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีเปลือกนอก เป็นโลหะแข็ง และมีแผงวงจรสำหรับการควบคุมการทำงานประกบอยู่ที่ด้านล่าง พร้อมกับช่องเสียบสายสัญญาณและสายไฟเลี้ยง ส่วนประกอบภายในจะถูกปิดผนึกไว้อย่างมิดชิด โดยจะเป็นแผ่นดิสก์และหัวอ่านที่บอบบางมาก และไม่ค่อยจะทนต่อการกระทบ กระเทือนได้ ดังนั้น จึงควรที่จะระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เวลาจัดถือไม่ควรให้กระแทกหรือกระเทือน และระมัดระวังไม่ให้มือโดน อุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่บนแผงวงจร โดยปกติ ฮาร์ดดิสก์ มักจะบรรจุอยู่ในช่องที่เตรียมไว้เฉพาะภายในเครื่อง โดยจะมีการต่อสาย สัญญาณเข้ากับตัวควบคุมฮาร์ดดิสก์ และสายไฟเลี้ยงที่มาจากแหล่งจ่ายไฟด้วยเสมอ ในที่นี้ จะขอแนะนำให้รู้จักกับ ฮาร์ดดิสก์ แบบต่าง ๆ ในเบื้องต้น พอเป็นพื้นฐานในการทำความรู้จักและเลือกซื้อมาใช้งานกัน
ชนิดของ ฮาร์ดดิสก์ แบ่งตามอินเตอร์เฟสที่ต่อใช้งาน
ปัจจุบันนี้ ฮาร์ดดิสก์ที่มีใช้งานทั่วไป จะมีระบบการต่อใช้งานแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือ EIDE (Enhanced Integrated Drive Electronics) กับ SCSI (Small Computer System Interface) ซึ่งฮาร์ดดิสก์ทั่ว ๆ ไปที่ใช้งานกันตาม เครื่องคอมพิวเตอร์ตามบ้าน มักจะเป็นการต่อแบบ EIDE ทั้งนั้น ส่วนระบบ SCSI จะมีความเร็วของการรับส่ง ข้อมูลที่เร็วกว่า แต่ราคาของฮาร์ดดิสก์จะแพงกว่ามาก จึงนิยมใช้กันในเครื่อง Server เท่านั้น
EIDE หรือ Enhance IDE เป็นระบบของ ฮาร์ดดิสก์อินเตอร์เฟสที่ใช้กันมากในปัจจุบันนี้ การต่อไดร์ฟฮาร์ดดิสก์แบบ IDE จะต่อผ่าน สายแพรและคอนเน็คเตอร์จำนวน 40 ขาที่มีอยู่บนเมนบอร์ด ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของการต่อแบบนี้คือ AT Attachment หรือ ATA ต่อมาได้มีการพัฒนาไปเป็นแบบย่อยอื่น ๆ เช่น ATA-2, ATAPI, EIDE, Fast ATA ตลอดจน ATA-33 และ ATA-66 ในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากเป็นแบบ ATA-66 แล้วสายแพรสำหรับรับส่งสัญญาณ จะต้องเป็นสายแพรแบบที่รองรับการทำงานนั้นด้วย จะเป็นสายแพรที่มีสายข้างใน 80 เส้นแทนครับ ส่วนใหญ่แล้วใน 1 คอนเน็คเตอร์ จะสามารถต่อฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ตัวและบนเมนบอร์ด จะมีคอนเน็คเตอร์ให้ 2 ชุด ดังนั้น เราสามารถต่อฮาร์ดดิสก์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เช่นซีดีรอมไดร์ฟ ได้สูงสุด 4 ตัวต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง
วิธีการรับส่งข้อมูลของฮาร์ดดิสก์แบบ EIDE ยังแบ่งออกเป็นหลาย ๆ แบบ ในสมัยเริ่มต้น จะเป็นแบบ PIO (Programmed Input Output) ซึ่งเป็นการรับส่งข้อมูลโดยผ่านซีพียู คือรับข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ เข้ามายังซีพียู หรือส่งข้อมูลจากซีพียูไปยัง ฮาร์ดดิสก์ การรับส่งข้อมูลแบบ PIO นี้ยังมีการทำงานแยกออกไปหลายโหมด โดยจะมีความเร็วในกรรับส่งข้อมูลต่าง ๆ กันไป ดังตารางต่อไปนี้
PIO mode
อัตราการรับส่งข้อมูล (MB./sec)
อินเตอร์เฟส
0
3.3
ATA
1
5.2
ATA
2
8.3
ATA
3
11.1
ATA-2
4
16.6
ATA-2
การรับส่งข้อมูลระหว่าง ฮาร์ดดิสก์ กับเครื่องคอมพิวเตอร์อีกแบบหนึ่ง เรียกว่า DMA (Direct Memory Access) คือทำการ รับส่งข้อมูลระหว่างฮาร์ดดิสก์ กับหน่วยความจำโดยไม่ผ่านซีพียู ซึ่งจะกินเวลาในการทำงานของซีพียูน้อยลง แต่ได้อัตราการรับส่ง ข้อมูลพอ ๆ กับ PIO mode 4 และยังแยกการทำงานเป็นหลายโหมดเช่นเดียวกันการรับส่งข้อมูลทาง PIO โดยมีอัตราการรับส่ง ข้อมูลดังตารางต่อไปนี้
หัวข้อ
DMA mode
อัตราการรับส่งข้อมูล (MB./sec)
อินเตอร์เฟส
Single Word
0
2.1
ATA
1
4.2
ATA
2
8.3
ATA
Multi Word
0
4.2
ATA
1
13.3
ATA-2
2
16.6
ATA-2
ฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่งอาจเลือกใช้การรับส่งข้อมูลได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือ ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้นั้นสนับสนุนการทำงานแบบใดบ้าง ชิปเซ็ตและ BIOS ของเมนบอร์ดต้องสนับสนุนการทำงานในแบบต่าง ๆ และอย่างสุดท้านคือ ระบบปฏิบัติการบางตัว จะมีความสามารถเปลี่ยนหรือเลือกวิธีการรับส่งข้อมูลในแบบต่าง ๆ ได้ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น Windows NT, Windows 98 หรือ UNIX เป็นต้น
ถัดจาก EIDE ในปัจจุบันก็มีการพัฒนามาตราฐานการอินเตอร์เฟส ที่มีความเร็วสูงยิ่งขึ้นไปอีก คือแบบ Ultra DMA/2 หรือเรียกว่า ATA-33 (บางทีเรียก ATA-4) ซึ่งเพิ่มความเร็วขึ้นไป 2 เท่าเป็น 33 MHz และแบบ Ultra DMA/4 หรือ ATA-66 (หรือ ATA-5) ซึ่งกำลังเป็นมาตราฐานอยู่ในปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
DMA mode
อัตราการรับส่งข้อมูล (MB./sec)
อินเตอร์เฟส
Ultra DMA/2
(UDMA2 หรือ UDMA/33)
33.3
ATA-33 (ATA-4)
Ultra DMA/4
(UDMA4 หรือ UDMA/66)
66.6
ATA-66 (ATA-5)
นอกจากนี้ ปัจจุบันเริ่มจะเห็น ATA-100 กันบ้างแล้วในฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ ๆ บางยี่ห้อ
SCSI เป็นอินเตอร์เฟสที่แตกต่างจากอินเตอร์เฟสแบบอื่น ๆ มาก ความจริงแล้ว SCSI ไม่ได้เป็น อินเตอร์เฟสสำหรับ ฮาร์ดดิสก์ โดยเฉพาะ ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดได้แก่ อุปกรณ์ที่จะนำมาต่อกับอินเตอร์เฟสแบบนี้ จะต้องเป็นอุปกรณ์ที่มีความฉลาดหรือ Intelligent พอสมควร (มักจะต้องมีซีพียู หรือหน่วยความจำของตนเองในระดับหนึ่ง) โดยทั่วไป การ์ดแบบ SCSI จะสามารถต่อ อุปกรณ์ได้ 7 ตัว แต่การ์ด SCSI บางรุ่นอาจต่ออุปกรณ์ได้ถึง 14 ตัว (SCSI-2) ในทางทฤษฎีแล้ว เราสามารถนำอุปกรณ์หลายชนิด มาต่อเข้าด้วยกันผ่าน SCSI ได้เช่น ฮาร์ดดิสก์ เทปไดร์ฟ ออปติคัลดิสก์ เลเซอร์พรินเตอร์ หรือแม้กระทั่งเมาส์ ถ้าอุปกรณ์เหล่านั้น มีอินเตอร์เฟสที่เหมาะสม มาดูความเร็วของการรับส่งข้อมูลของ SCSI แบบต่าง ๆ กันดีกว่า
หัวข้อ
SCSI
Fast
Wide
Fast
Wide
Ultra
Ultra
Wide
Ultra 2
Ultra 3
(Ultra160)
บัสข้อมูล (บิต)
8
8
19
16
32
16
32
16
32
ความถี่ (MHz)
5
10
5
10
10
20
20
40
40
รับส่งข้อมูล (MB/s)
5
10
10
20
40
40
80
80
160
คอนเน็คเตอร์
SCSI-1
SCSI-2
SCSI-2
SCSI-2
SCSI-2
SCSI-3
SCSI-3
SCSI-3
SCSI-3
ประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
ความเร็วในการทำงานของฮาร์ดดิสก์ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น ความเร็งในการหมุน กลไกภายใน ความจุข้อมูล ชนิดของ คอนโทรลเลอร์ ขนาดของบัฟเฟอร์ และระบบการเชื่อต่อที่ใช้เป็นต้น ฮาร์ดดิสก์ที่มีกลไกที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดก็ได้
ความเร็วในการหมุนของฮาร์ดดิสก์
ความเร็วในการหมุนของดิสก์ เป็นสิ่งที่มีผลกับความเร็วในการอ่านและบันทึกข้อมูลมากทีเดียว ฮาร์ดดิสก์ทั่วไป ถ้าเป็นรุ่นธรรมดา จะหมุนอยู่ที่ประมาณ 5,400 รอบต่อนาที (rpm) ส่วนรุ่นที่เร็วหน่อยก็จะเพิ่มเป็น 7,200 รอบต่อนาที ซึ่งถือเป็นมาตราฐาน อยู่ในขณะนี้ และถ้าเป็นรุ่นใหญ่หรือพวก SCSI ในปัจจุบันก็อาจถึง 10,000 รอบหรือมากกว่านั้น ฮาร์ดดิสก์ที่หมุนเร็ว ก็จะสามารถ อ่านข้อมูลในแต่ละเซ็คเตอร์ได้เร็วกว่าตามไปด้วย ทำให้ความเร็วการรับส่งข้อมูลภายใน มีค่าสูงกว่า ฮาร์ดดิสกที่หมุนมากรอบกว่า ก็อาจมีเสียงดัง ร้อน และสึกหรอมากกว่า แต่โดยรวมทั่วไปแล้ว หากราคาไม่เป็นข้อจำกัด ก็ควรเลือกฮาร์ดดิสก์ที่หมุนเร็ว ๆ ไว้ก่อน
อินเตอร์เฟสของฮาร์ดดิสก์
ดังที่อธิบายแล้วว่า ฮาร์ดดิสก์อินเตอร์เฟสที่นิยมใช้งานกันมากที่สุดสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้แก่ แบบ ATA-33 และ ATA-66 ซึ่งมีอัตราการรับส่งข้อมูลที่สูงกว่าแบบเก่า หากต้องการอัตราการรับส่งข้อมูลที่เร็วกว่านี้ ก็ต้องเลือกอินเตอร์เฟสแบบ SCSI ซึ่งจะมีข้อดีคือ มีความเร็วสูงกว่าแบบ EIDE มากและยังสามารถต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ถึง 7 ตัวด้วยกัน โดยที่ราคาก็ยังคงจะ แพงกว่าแบบ EIDE ด้วย จะเหมาะสำหรับงานที่ต้องใช้ความเร็วสูงเช่น Server ของระบบ LAN เป็นต้น
ประเด็นสำคัญของการต่อฮาร์ดดิสก์แบบ IDE ก็คือ แต่ละสายที่ต่อออกมานั้น ตามปกติจะต่อได้ 2 ไดร์ฟ โดยฮาร์ดดิสก์ ที่อยู่บนสาย คนละเส้นจะทำงานพร้อมกันได้ แต่ถ้าอยู่บนสายเส้นเดียวกันจะต้องทำทีละตัว คือไม่ทำงานกับ Master ก็ Slave ตัวเดียวเท่านั้น ในเวลาหนึ่ง ๆ และหากเป็นอุปกรณ์ที่ทำการรับส่งข้อมูลคนละแบบบนสายเดียวกัน เช่นการต่อฮาร์ดดิสก์แบบ UltraDMA/66 ร่วมกับซีดีรอมแบบ PIO mode 4 อุปกรณ์ทุกตัวบนสายเส้นนั้น ก็จะต้องทำตามแบบที่ช้ากว่า ดังนั้น จึงไม่ควรต่อฮาร์ดดิสก์ที่เร็ว ๆ ไว้กับซีดีรอมบนสายเส้นเดียวกัน เพราะจะทำให้ฮาร์ดดิสก์ช้าลงตามไปด้วย
หน่วยความจำ แคช หรือ บัฟเฟอร์ ที่ใช้
อีกวิธีที่ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ ใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบัน คือการใช้หน่วยความจำแคช หรือบัฟเฟอร์ (Buffer) เพื่อเป็นที่พักข้อมูลก่อนที่จะส่งไปยัง คอมโทรลเลอร์บนการ์ด หรือเมนบอร์ด แคชที่ว่านี้จะทำงานร่วมกับฮาร์ดดิสก์ โดยในกรณีอ่านข้อมูล ก็จะอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ ในส่วนที่คาดว่าจะถูกใช้งานต่อไปมาเก็บไว้ล่วงหน้า ส่วนในกรณีบันทึกข้อมูล ก็จะรับข้อมูลมาก่อนเพื่อเตรียมที่จะเขียนลงไปทันที ที่ฮาร์ดดิสก์ว่าง แต่ทั้งหมดนี้จะทำอยู่ภายในตัวฮาร์ดดิสก์เอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับซีพียูหรือแรมแต่อย่างใด
หน่วยความจำหรือแคชนี้ ในฮาร์ดดิสก์รุ่นราคาถูกจะมีขนาดเล็ก เช่น 128KB หรือบางยี่ห้อก็จะมีขนาด 256-512KB แต่ถ้าเป็นรุ่นที่ราคาสูงขึ้นมา จะมีการเพิ่มจำนวนหน่วยความจำนี้ไปจนถึง 2MB เลยทีเดียว ซึ่งจากการทดสอบพบว่า มีส่วนช่วย ให้การทำงานกับฮาร์ดดิสก์นั้นเร็วขึ้นมาก ถึงแม้กลไกการทำงานของฮาร์ดดิสก์รุ่นนั้น ๆ จะช้ากว่าก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานของโปรแกรมด้วย
ปัจจัยอื่น ๆ ในการเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์
หลังจากที่ได้พอจะรู้จักกับฮาร์ดดิสก์แบบต่าง ๆ กันแล้ว หากต้องการซื้อฮาร์ดดิสก์ที่จะนำมาใช้งานสักตัว ปัจจัยต่าง ๆ ด้านบนนี้ น่าจะเป็นตัวหลักในการกำหนดรุ่นและยี่ห้อของฮาร์ดดิสก์ที่จะซื้อได้ แต่ทั้งนี้ ไม่ควรที่จะมองข้ามปัจจัยอื่น ๆ เหล่านี้ไปด้วย
ความจุของข้อมูล
ยิ่งฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุมาก ราคาก็จะแพงขึ้นไป เลือกให้พอดีกับความต้องการแต่ไปเน้นเรื่องความเร็วดีกว่าครับ เช่นหากมีขนาด 15G 7,200 rpm กับ 20G 5,400 rpm ที่ราคาใกล้เคียงกัน ผมมอลว่าน่าจะเลือกตัว 15G 7,200 rpm ดีกว่า
ความทนทานและการรับประกัน
อย่าลืมว่า ฮาร์ดดิสก์ เป็นอุปกรณ์ที่ต้องทำงานตลอดเวลา มีการเคลื่อนไหวต่าง ๆ มากมายอยู่ภายในและโอกาสที่จะเสียหายมีได้มาก โดยเฉพาะเรื่องของความร้อนและการระบายความร้อนที่ไม่ดีในเครื่อง ก็เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียหาย นอกจากนี้ การเกิด แรงกระแทกแรง ๆ ก็เป็นสาเหตุหลักของ การเสียหายที่พบได้บ่อย ดังนั้น ปัจจัยที่ค่อนข้างสำคัญในการเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์ คือ เรื่องระยะเวลาในการรับประกันสินค้า และระยะเวลาในการส่งเคลม ว่าจะช้าหรือเร็วกว่าจะได้ของกลับคืนมาใช้งาน รวมทั้งร้านค้า ที่เราไปซื้อด้วย ที่ในบางครั้ง เวลาซื้อสินค้า จะบอกว่าเปลี่ยนได้ เคลมเร็ว แต่เวลาที่มีปัญหาจริง ๆ ก็จะไม่ค่อยยอมเปลี่ยนสินค้าให้เราแบบง่าย ๆ
เท่าที่เคยได้ยินมา ส่วนมากจะนิยมซื้อยี่ห้อ Quantum, IBM, Maxtor กันครับ ทั้งนี้ก็คงจะขึ้นอยู่กับราคา ความร้อน เสียง ความเร็ว และความชอบของแต่ละคนกันครับ ที่สำคัญคือเรื่องของความเร็วต่าง ๆ ก็เลือกกันให้ดีนะครับ
วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552
การปรับหัวอ่าน CD-Rom
การปรับหัวอ่าน CD-Rom
วิธีการปรับหัวอ่าน CD-Rom บางรุ่นที่อ่านแผ่นบางแผ่นไม่ได้ โดยวิธีปรับหัว VR ใน Drive CD-Rom หรือที่เรียกกันว่า Variable Resist
สำหรับผู้ที่มี CD-Rom แต่ว่า Drive ของท่านไม่ สามารถอ่านแผ่นทองหรือแผ่น CD-R ได้ หรือว่าอ่านได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็แล้วแต่ครับ แต่กรณีที่ผมจะพูดถึงนี้ไม่รวมถึงอาการ ของ CD-Rom ที่มอเตอร์เสียนะครับ ผมจะทำเป็นขั้นเป็นตอนละกัน จะได้ดูกันง่ายๆ
ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมครับ ดูในรูปด้านบน เลยครับ อันดับแรกก็ CD-Rom ที่เริ่มใช้ไม่ได้อย่างใจ ทางที่ดีขอให้เป็น CD-Rom ที่หมดประกันแล้วจะเยี่ยม เลยครับ ไม่ต้องกลัวเอาไปเคลมไม่ได้เพราะหมดอายุรับประกัน แล้ว คุณคงไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้วล่ะ เมื่อเตรียม Drive เรียบ ร้อยแล้วก็อย่าลืมไขควงสี่แฉกขนาดไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ครับ แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือไขควงสองแฉกขนาดเล็ก เล็กสุดยิ่งดีครับ อะไรจะได้ง่ายเข้า เอาล่ะเมื่อเตรียมอุปกรณ์ครบแล้วก็มาแงะ เจ้า CD-Rom เจ้าปัญหากันได้เลยครับ
สำหรับในรูปผมใช้ CD-Rom ของ Creative 8X ตัวเก่าของผม ที่มีอาการอย่างว่าครับ อ่านแผ่นทองไม่ได้ ก็เลยถึงคราว..
ก่อนอื่นให้ใช้ไขควงสี่แฉกจัดการทะลวง void ด้านหลัง ของ Drive CD-Rom ซะ ดูในรูปด้านบนละกันครับ อาจจะยับเยินนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรครับ จัดการเอาน็อต สองตัวนี้ออกให้ได้ก่อนนะครับ อะไรๆจะได้ง่ายขึ้น
เมื่อคุณสามารถจัดการกับน็อตเจ้าปัญหาสองตัวด้านหลังได้ แล้ว(ของผมนี่ขันไว้แน่นสุดๆเลยครับ ต้องออกแรงกันพอสมควร) ก็ให้จัดการถอดหน้ากาก CD-Rom ที่เป็นพลาสติกออก อันนี้ไม่ ต้องใช้ไขควงครับ เพราะเขาแค่มีตำแหน่งที่ยึดกันไว้เฉยๆ แล้วก็อย่าลืม ถอดหน้ากากที่ติดกับถาด CD-Rom ด้วยนะครับ ดูในภาพด้านบน เลยครับ จากนั้นก็ค่อยถอดฝาครอบ CD-Rom ออกมาให้หมดครับ ขั้นตอนนี้ของผมไม่ต้องพึ่งไขควงเลย ถ้าเสร็จแล้วก็ไปตามขั้นตอนต่อไป ได้เลยครับ
เอาล่ะครับ ทีนี้มันก็จะโป๊อย่างที่เห็นในภาพด้านบน ให้จับตรงบริเวณ ตัวยึดแผ่น CD ง้างขึ้นแบบในรูปนะครับ จากนี้ให้เตรียมไขควง สองแฉกเบอร์เล็กๆไว้ในมือได้แล้วครับ เมื่อง้างขึ้นแล้วก็ให้หาตำแหน่ง ของเลนซ์ที่เอาไว้อ่าน CD ให้ดีนะครับ
เมื่อเจอตำแหน่งของหัวอ่าน CD แล้ว ให้ตรวจหาชิ้นส่วนที่เป็นโลหะสี ออกทองเหลือง รูปร่างลักษณะจะเป็นวงรีเล็ก ดูในรูปด้านบนละกันครับ ตรง ตำแหน่งที่ผมเอาไขควงชี้ไว้ให้ดูนั่นแหล่ะครับ สำหรับตำแหน่งที่นอนนั้น ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่า CD-Rom ทุกยี่ห้อจะวางตำแหน่ง VR ไว้ ตำแหน่งเดียวกันรึปล่าว เท่าที่ผมเคยแงะดูนอกจากของ Creative แล้ว ผมเคยดูของ LGs บ้างเหมือนกับ พบว่าวางตำแหน่งหัวปรับ VR ไว้คนละ ตำแหน่งกัน ยังไงก็คงต้องหาดีๆหน่อยนะครับ
ทีนี้เมื่อทุกท่านหาหัวปรับ VR เจอแล้วก็ให้จัดการเอาไขควงอันจิ๋วของเรา จัดการหมุนหัวปรับ VR ไปตามเข็มนาฬิกาประกาณ 20-25 องศาครับ ไม่ต้องหมุนหักโหมนะครับ นิดเดียวพอ
รูปอาจจะมองไม่ค่อยชัดนะครับ เพราะไอ้เจ้า VR นี้มันเล็กจิ๋วจริงๆ มุมกล้องก็เลยค่อนข้างจำกัดครับ เอาเป็นว่าดูไว้อ้างอิงตำแหน่งหรือ รูปร่างของหัวปรับ VR กับ Drive ของท่านก็ได้ครับ
เมื่อหมุนเรียบร้อยแล้วอย่าเพิงประกอบกลับเข้าไปนะครับ ให้ลองใส่แผ่น ทองหรือแผ่นอะไรก็ได้มี่เมื่อก่อนมันไม่สามารถอ่านได้ จากนั้นเสียบกลับ เข้าไปทั้งโป๊ๆอย่างนั้นก่อน เพื่อความแน่ใจ ถ้าเกิดว่ายังไม่สามารถอ่านได้อีก ก็ให้เอาออกมาหมุนเพิ่มประมาณ 3-5 องศา จากนั้นลองดูอีกครั้งครับ
ถ้าอ่านได้ก็แสดงว่าสำเร็จแล้ว คุณอาจจะได้ CD-Rom ที่คุณคิดว่า มันจากไปตลอดกาลกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างน้อยก็ใส่ไว้ฟังเพลง ล่ะครับ ไม่รู้ว่าจเปลืองไฟรึปล่าวนะ แต่เจ้า CD-Rom ของผมทำแล้ว มันก็ OK ครับ แม้ว่าจะสามารถอ่านแผ่นทองได้ประมาณ 70% แต่ก็ ดีกว่าสมัยก่อนที่จะเอามาปรับหัว VR มากครับ เพราะก่อนหน้านั้นมัน ไม่สามารถอ่านแผ่นทองได้เลย แต่เท่าที่ผมสังเกตุดู Drive CD-Rom ที่เอามาปรับหัว VR นั้นจะใช้เวลา seek แผ่นนานขึ้นกว่าก่อนมากพอ สมควรเลยล่ะครับ
ถ้าเกิดทำตามขั้นตอนที่บอกมาแล้วยังไม่ได้ผลก็คงต้องทำใจล่ะครับ เพราะปัจจัยที่ทำให้ CD-Rom เสียมันก็มีหลายสาเหตุ ที่จริงผมเองก็ ไม่ค่อยจะรู้อะไรเกี่ยวกับวิธีซ่อมมากนัก เพราะผมเองก็ไม่ใช่ช่างซะด้วย ยังไง ถ้า Drive ยังอยู่ในประกันก็อย่าเอามาเสี่ยงเลยครับ แนะนำว่าให้ส่งร้าน เคลมดีที่สุด ปลอดภัยกว่าครับ เพราะผมก็ไม่การันตีว่าทำตามวิธีนี้แล้วจะ หายขาด 100%
ก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้หลายคนกระจ่างขึ้นนะครับว่าไอ้เจ้า หัว VR ที่เค้าว่ากันมันอยู่ตรงไหน ถ้าจำไม่ผิดหนังสือคอมบางเล่มก็ เคยลงเรื่องปรับหัง VR นี้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้ลงรูปไว้ด้วย หรือใครที่เคยแต่ได้ยินเค้าพูดกันแต่ตัวเองหาไม่เจอหรือไม่แน่ใจ ก็คงเอาไปทำตามได้ไม่ยากนะครับ
วิธีการปรับหัวอ่าน CD-Rom บางรุ่นที่อ่านแผ่นบางแผ่นไม่ได้ โดยวิธีปรับหัว VR ใน Drive CD-Rom หรือที่เรียกกันว่า Variable Resist
สำหรับผู้ที่มี CD-Rom แต่ว่า Drive ของท่านไม่ สามารถอ่านแผ่นทองหรือแผ่น CD-R ได้ หรือว่าอ่านได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็แล้วแต่ครับ แต่กรณีที่ผมจะพูดถึงนี้ไม่รวมถึงอาการ ของ CD-Rom ที่มอเตอร์เสียนะครับ ผมจะทำเป็นขั้นเป็นตอนละกัน จะได้ดูกันง่ายๆ
ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมครับ ดูในรูปด้านบน เลยครับ อันดับแรกก็ CD-Rom ที่เริ่มใช้ไม่ได้อย่างใจ ทางที่ดีขอให้เป็น CD-Rom ที่หมดประกันแล้วจะเยี่ยม เลยครับ ไม่ต้องกลัวเอาไปเคลมไม่ได้เพราะหมดอายุรับประกัน แล้ว คุณคงไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้วล่ะ เมื่อเตรียม Drive เรียบ ร้อยแล้วก็อย่าลืมไขควงสี่แฉกขนาดไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ครับ แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือไขควงสองแฉกขนาดเล็ก เล็กสุดยิ่งดีครับ อะไรจะได้ง่ายเข้า เอาล่ะเมื่อเตรียมอุปกรณ์ครบแล้วก็มาแงะ เจ้า CD-Rom เจ้าปัญหากันได้เลยครับ
สำหรับในรูปผมใช้ CD-Rom ของ Creative 8X ตัวเก่าของผม ที่มีอาการอย่างว่าครับ อ่านแผ่นทองไม่ได้ ก็เลยถึงคราว..
ก่อนอื่นให้ใช้ไขควงสี่แฉกจัดการทะลวง void ด้านหลัง ของ Drive CD-Rom ซะ ดูในรูปด้านบนละกันครับ อาจจะยับเยินนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรครับ จัดการเอาน็อต สองตัวนี้ออกให้ได้ก่อนนะครับ อะไรๆจะได้ง่ายขึ้น
เมื่อคุณสามารถจัดการกับน็อตเจ้าปัญหาสองตัวด้านหลังได้ แล้ว(ของผมนี่ขันไว้แน่นสุดๆเลยครับ ต้องออกแรงกันพอสมควร) ก็ให้จัดการถอดหน้ากาก CD-Rom ที่เป็นพลาสติกออก อันนี้ไม่ ต้องใช้ไขควงครับ เพราะเขาแค่มีตำแหน่งที่ยึดกันไว้เฉยๆ แล้วก็อย่าลืม ถอดหน้ากากที่ติดกับถาด CD-Rom ด้วยนะครับ ดูในภาพด้านบน เลยครับ จากนั้นก็ค่อยถอดฝาครอบ CD-Rom ออกมาให้หมดครับ ขั้นตอนนี้ของผมไม่ต้องพึ่งไขควงเลย ถ้าเสร็จแล้วก็ไปตามขั้นตอนต่อไป ได้เลยครับ
เอาล่ะครับ ทีนี้มันก็จะโป๊อย่างที่เห็นในภาพด้านบน ให้จับตรงบริเวณ ตัวยึดแผ่น CD ง้างขึ้นแบบในรูปนะครับ จากนี้ให้เตรียมไขควง สองแฉกเบอร์เล็กๆไว้ในมือได้แล้วครับ เมื่อง้างขึ้นแล้วก็ให้หาตำแหน่ง ของเลนซ์ที่เอาไว้อ่าน CD ให้ดีนะครับ
เมื่อเจอตำแหน่งของหัวอ่าน CD แล้ว ให้ตรวจหาชิ้นส่วนที่เป็นโลหะสี ออกทองเหลือง รูปร่างลักษณะจะเป็นวงรีเล็ก ดูในรูปด้านบนละกันครับ ตรง ตำแหน่งที่ผมเอาไขควงชี้ไว้ให้ดูนั่นแหล่ะครับ สำหรับตำแหน่งที่นอนนั้น ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่า CD-Rom ทุกยี่ห้อจะวางตำแหน่ง VR ไว้ ตำแหน่งเดียวกันรึปล่าว เท่าที่ผมเคยแงะดูนอกจากของ Creative แล้ว ผมเคยดูของ LGs บ้างเหมือนกับ พบว่าวางตำแหน่งหัวปรับ VR ไว้คนละ ตำแหน่งกัน ยังไงก็คงต้องหาดีๆหน่อยนะครับ
ทีนี้เมื่อทุกท่านหาหัวปรับ VR เจอแล้วก็ให้จัดการเอาไขควงอันจิ๋วของเรา จัดการหมุนหัวปรับ VR ไปตามเข็มนาฬิกาประกาณ 20-25 องศาครับ ไม่ต้องหมุนหักโหมนะครับ นิดเดียวพอ
รูปอาจจะมองไม่ค่อยชัดนะครับ เพราะไอ้เจ้า VR นี้มันเล็กจิ๋วจริงๆ มุมกล้องก็เลยค่อนข้างจำกัดครับ เอาเป็นว่าดูไว้อ้างอิงตำแหน่งหรือ รูปร่างของหัวปรับ VR กับ Drive ของท่านก็ได้ครับ
เมื่อหมุนเรียบร้อยแล้วอย่าเพิงประกอบกลับเข้าไปนะครับ ให้ลองใส่แผ่น ทองหรือแผ่นอะไรก็ได้มี่เมื่อก่อนมันไม่สามารถอ่านได้ จากนั้นเสียบกลับ เข้าไปทั้งโป๊ๆอย่างนั้นก่อน เพื่อความแน่ใจ ถ้าเกิดว่ายังไม่สามารถอ่านได้อีก ก็ให้เอาออกมาหมุนเพิ่มประมาณ 3-5 องศา จากนั้นลองดูอีกครั้งครับ
ถ้าอ่านได้ก็แสดงว่าสำเร็จแล้ว คุณอาจจะได้ CD-Rom ที่คุณคิดว่า มันจากไปตลอดกาลกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างน้อยก็ใส่ไว้ฟังเพลง ล่ะครับ ไม่รู้ว่าจเปลืองไฟรึปล่าวนะ แต่เจ้า CD-Rom ของผมทำแล้ว มันก็ OK ครับ แม้ว่าจะสามารถอ่านแผ่นทองได้ประมาณ 70% แต่ก็ ดีกว่าสมัยก่อนที่จะเอามาปรับหัว VR มากครับ เพราะก่อนหน้านั้นมัน ไม่สามารถอ่านแผ่นทองได้เลย แต่เท่าที่ผมสังเกตุดู Drive CD-Rom ที่เอามาปรับหัว VR นั้นจะใช้เวลา seek แผ่นนานขึ้นกว่าก่อนมากพอ สมควรเลยล่ะครับ
ถ้าเกิดทำตามขั้นตอนที่บอกมาแล้วยังไม่ได้ผลก็คงต้องทำใจล่ะครับ เพราะปัจจัยที่ทำให้ CD-Rom เสียมันก็มีหลายสาเหตุ ที่จริงผมเองก็ ไม่ค่อยจะรู้อะไรเกี่ยวกับวิธีซ่อมมากนัก เพราะผมเองก็ไม่ใช่ช่างซะด้วย ยังไง ถ้า Drive ยังอยู่ในประกันก็อย่าเอามาเสี่ยงเลยครับ แนะนำว่าให้ส่งร้าน เคลมดีที่สุด ปลอดภัยกว่าครับ เพราะผมก็ไม่การันตีว่าทำตามวิธีนี้แล้วจะ หายขาด 100%
ก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้หลายคนกระจ่างขึ้นนะครับว่าไอ้เจ้า หัว VR ที่เค้าว่ากันมันอยู่ตรงไหน ถ้าจำไม่ผิดหนังสือคอมบางเล่มก็ เคยลงเรื่องปรับหัง VR นี้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้ลงรูปไว้ด้วย หรือใครที่เคยแต่ได้ยินเค้าพูดกันแต่ตัวเองหาไม่เจอหรือไม่แน่ใจ ก็คงเอาไปทำตามได้ไม่ยากนะครับ
เทคนิค เพิ่มความเร็วระบบ ด้วยตัวคุณเอง
เจาะเทคนิค เพิ่มความเร็วระบบ ด้วยตัวคุณเอง
ถึงแม้ว่าวันนี้ การใช้วินโดวส์ 95 จะเลิกบูม ผู้คนกำลังจะหันไปอัพเกรดวินโดวส์ 98 กันแทนกันแล้ว แม้ว่ายังมีอาการรอให้ผู้พัฒนา ปรับปรุงให้ใช้ภาษาไทยได้สมบูรณ์แบบ เหมือนวินโดวส์ 95 ผมจึงคิดว่าหลายๆ คนคงยังไม่สำรวจ และปรับแต่งระบบ 98 ให้ทำงานได้เต็มที่มากนัก พูดง่ายๆ คือคงใช้โปรแกรมเพียงอย่างเดียว ยังไม่ค่อยกล้าเจาะระบบเท่าไร เพราะกลัวมีปัญหา แล้วต้องเสียค่าจ่ายโดยเปล่าประโยชน์
ครานี้ ผมกำลังจะมาขจัดความกลัว ในการปรับแต่งระบบของคุณ ให้ใช้โปรแกรมทำงานได้ดีกว่า ไม่ต้องกลัวนะครับ ลองทำตามวิธีที่ผมแนะนำ เผื่อบางทีคุณจะได้เห็นคุณค่าของมันมากขึ้น มาเริ่มปรับแต่งโปรแกรมของคุณ ให้เร่งความเร็วในการทำงานได้เต็มที่ และป้องกันหน่วยความจำที่ไม่พอ กับหลากหลายเทคนิค ที่รวบรวมมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ก่อนที่จะปรับปรุงระบบ ขอให้คุณทำความรู้จักออปชันตัวแปร ที่ใช้ปรับแต่งระบบเสียก่อน ดังนี้ครับ
รายละเอียดของแต่ละออปชัน
BootDelay เป็นค่าสำหรับตั้งเวลาในการแสดงคำว่า Starting Windows 95 ในช่วงบูต ก่อนที่จะทำการบูตขั้นตอนอื่นต่อไป ค่าปกติคือ 2 วินาที
BootMenudelay เป็นค่ากำหนดเวลาที่จะให้โปรแกรมทำงาต่อไป ถ้าในระหว่างนั้นไม่มีการเลือกจากเมนู ค่าปกติตั้งไว้ที่ 30 วินาที
BootMenu ค่าปกติจะเป็น 0 แต่ถ้าเป็น 1 จะแสดง Startup Menu ให้ผู้ใช้เลือก แต่ถ้าเป็นผู้ใช้ต้องกด F8 เพื่อแสดงเมนู
BootKeys เป็นการกำหนดให้ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม F4, F5, F6 และ F8 ในช่วงบูตได้เมื่อกำหนดค่าเป็น 1 และไม่ได้เมื่อกำหนดค่าเป็น 0 และถ้ากำหนดให้เป็น 0 ค่า Boot Keys จะไม่สามารถควบคุม Boot Delay
BootGUI มีไว้เพื่อกำหนดให้โหลดส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เป็นกราฟิก ค่าปกติจะมีค่าเป็น 1 ถ้าตั้งค่าเป็น 0 จะเป็นการโหลด Dos prompt และถ้าต้องการเข้าวินโดวส์อีกครั้งให้พิมพ์ Win เหมือนกับวินโดวส์ 3.11
DoubleBuffer ค่าปกติเป็น 0 คือจะไม่ทำการ DoubleBuffer ในทุกกรณี ถ้าตั้งค่าเป็น 1 จะทำการ DoubleBuffer เฉพาะบาง Controller ที่ต้องการเท่านั้น แต่ถ้าตั้งเป็น 2 จะ DoubleBuffer ในทุกกรณี
DrvSpace & DblSpace ค่าปกติเป็น 1 เป็นการกำหนดให้วินโดวส์ โหลดแฟ้ม DrvSpace.bin ซึ่งเป็นโปรแกรมลดขนาดข้อมูลโดยอัตโนมัติ ถ้าตั้งค่าเป็น 0 เป็นการยกเลิกการโหลดอัตโนมัติ
Logo ค่าปกติเป็น 1 แต่ถ้าเป็น 0 จะไม่ปรากฏภาพของโลโก้วินโดวส์ ในช่วง Startup
LoadTop ค่าปกติเป็น 1 แต่ถ้าเชตเป็น 0 วินโดวส์ จะไม่โหลด Command.com ไว้ที่หน่วยความจำส่วนบนของ 640 กิโลไบต์
Autoscan ค่าปกติเป็น 0 คือจะข้อความขึ้นเตือนให้ตอบคำถามเกี่ยวกับการแก้ Lost Cluster เมื่อบูตโดยไม่ผ่านชัตดาวน์ แต่ถ้ากำหนดค่าเป็น 2 จะซ่อม Lost Cluster ให้อัตโนมัติ แต่ถ้าใครติดตั้ง PowerToys จะมีออปชันนี้ให้กำหนด
เริ่มต้นปรับแต่งไฟล์บูตระบบก่อน
เริ่มต้นให้คุณใช้คำสั่งค้นหาไฟล์ Msdos.sys และคลี่แอททิบริวต์จาก Read-only หรือ Hidden ให้สามารถเขียนทับได้ หรือใช้คำสั่งที่ C: พิมพ์คำสั่งดังในวงเล็บ (attrib -r -s -h msdos.sys) เพราะไฟล์ตัวนี้จะซ่อนไว้ในระบบ จากนั้นเปิดไฟล์ขึ้นมา ให้คุณเพิ่มออปชันดังในรูปตัวอย่างที่ให้มา
ให้คุณลบ Comment ซึ่งกำหนดโดยการนำ ";" มาวางไว้หน้าบรรทัดที่ต้องการให้เป็น Comment รายละเอียดที่เห็นในรูปตัวอย่างที่ผ่านมา บรรทัดที่มีตัว "x" เยอะๆ ไม่มีความหมายใดๆ พิเศษ เป็นเพียงข้อมูลขยะที่ทำให้ไฟล์มีขนาดเกิน 1 กิโลไบต์เท่านั้น แล้วเซฟไฟล์
จำลองหน่วยความจำด้วย Disk Cache
ตามปกติแล้ว วินโดวส์จะกันพื้นที่ว่างส่วนหนึ่งของแรม มาทำเป็นแคชสำหรับเก็บไฟล์ข้อมูลที่ต้องการเรียกใช้อยู่บ่อยๆ เพื่อให้การเรียกใช้ข้อมูลเหล่านี้สามารถทำได้เร็ว เพราะการอ่านข้อมูลจากแรม ย่อมจะเร็วกว่าการอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ ซึ่งวินโดวส์จะกำหนดใหัอัตโนมัติ แต่ถ้าบางเครื่อง กำหนดให้วินโดวส์กำหนดให้อัตโนมัติ อาจจะทำให้การทำงานของวินโดวส์ช้าลง ถ้าคุณใช้เครื่องแล้วเป็นอย่างที่ว่านี้ ผมอยากให้คุณเข้าไปกำหนดค่าของแคชสูงสุดและต่ำสุด หลักการกำหนดแคช คือกำหนด 1 ใน 8 ของแรมที่มีอยู่ในเครื่อง เช่น ถ้าคุณมีแรมอยู่ 64 เมกะไบต์ ขนาดแคชที่จะกำหนดก็คือ 8 เมกะไบต์ ให้คุณค้นหาไฟล์หรือใช้เท็กซ์เอดิเตอร์ตัวใดก็ได้ เปิดไฟล์ System.ini หรือใช้คำสั่งที่ C: พิมพ์คำสั่งดังในวงเล็บ แต่คุณต้องเข้าไปที่ไดเรกทอรีของวินโดวส์ ก่อนพิมพ์ตามคำสั่ง (edit system.ini) ใหคุณเพิ่มออปชันค่าของแคชสูงสุดและต่ำสุด
กันพื้นที่ให้ Virtual Memory
งานนี้เพื่อเป็นการจำลองเนื้อที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์ ให้เป็นหน่วยความจำชั่วคราว เพื่อจัดเก็บข้อมูลขณะทำงาน สำหรับการเชต Virtual Memory บนวินโดวส์ ให้คุณทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ
คลิ้กเมาส์ขวามือที่ My Computer แล้วเลือก Properties
เลือกแท็บ Performent แล้วคลิ้ก Vitual Memory
เลือกไดรฟ์ที่คุณต้องการทำ swapfile ควรแยกให้อยู่ไดรฟ์ต่างหาก จะช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น หรือแบ่งพาร์ทิชันไว้ก่อนล่วงหน้าสำหรับจัดเก็บ swapfile ต่างหาก
กำหนดค่า Maximum ของเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด เช่น กำหนดที่ไดรฟ์ E: เป็นต้น
จากนั้นคลิ้กปุ่ม OK แล้วรีสตาร์ทวินโดวส์
ปรับแต่งประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์
การปรับแต่งบทบาทของเครื่องคอมพ์แบบนี้ เพื่อปรับประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องคอมพ์ของคุณ ในการเข้าถึงระบบไฟล์บนฮาร์ดดิสก์ แต่คุณควรตรวจดูก่อน ถ้าเครื่องคอมพ์ของคุณมีแรมถึง 64 เมกะไบต์ นั่นลัถึงจะเหมาะสมที่จะปรับแต่งแบบนี้ แต่ถ้ามีแค่ 32 เมกะไบต์ ก็สามารถใช้ได้ แต่ต้องมีวิธีการเพิ่มเติม โดยให้คุณทำตามขั้นตอนดังนี้
คลิ้กเมาส์ขวามือที่ My Computer แล้วเลือก Properties เลือกแท็บ Performent แล้วคลิ้ก File System เลือกแท็บ Hard Disk ให้เป็นแบบ Network server ตรงช่อง Typical role of this machine คลิ้กปุ่ม OK แล้วรีสตาร์ทวินโดวส์
เช็คฮาร์ดดิสก์สนับสนุน DMA (Direct Memory Access)
ถ้าฮาร์ดดิสก์ของคุณมีออปชันสนับสนุน DMA แต่คุณไม่ใช้ออปชันนี้ และไม่ได้บอกให้เครื่องรับรู้ คุณอาจต้องเสียดายแย่ ออปชันตัวนี้ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ให้คุณทำตามขั้นตอนดังนี้นะครับ เพื่อแจ้งบอกให้เครื่องคอมพ์ของคุณรับทราบ แต่คุณต้องแน่ใจนะครับว่า ฮาร์ดดิสก์ของคุณสนับสนุน DMA ไม่เช่นนั้นเครื่องจะเกิดแฮงก์เป็นแน้แท้ คลิ้กเมาส์ขวามือที่ My Computer แล้วเลือก Properties เลือกแท็บ Device Manager แล้วคลิ้กหัวข้อ Disk drives ให้เป็นเครื่องหมายลบ แล้วเลือก General IDE DISK TYPE47 แล้วดับเบิลคลิ้ก จะปรากฏหน้าต่าง General IDE DISK TYPE47 Properties แล้วคุณเลือกแท็บ Settings จากนั้นให้คุณแล้วคลิ้ก ทำเครื่องถูกหน้าหัวข้อ DMA คลิ้กปุ่ม OK แล้วรีสตาร์ทวินโดวส์ เพิ่มความเร็วในการบูตเครื่อง ถ้าเครื่องของคุณบูตเข้าวินโดวส์ได้ช้ากว่าปกติ ให้คุณลองเข้าไปดูในไฟล์ Config.sys และ Autoexec.bat ว่ามีการเรียกใช้ไดรเวอร์อะไรที่ไม่จำเป็นหรือไม่ ถ้าไดรเวอร์ตัวไหนที่มีอยู่แล้วในวินโดวส์ให้คุณลบไดรเวอร์ออกจากไฟล์ Config.sys หรือ Autoexec.bat ได้เลย ทำให้วินโดวส์ไม่ต้องไปเรียกใช้ไดรเวอร์ต่างให้เสียเวลา
ยกเลิกฟอนต์ตัวอักษรที่ใช้ในวินโดวส์ ฟอนต์ใดที่ไม่จำเป็นต้องใช้หรือไม่ได้ใช้บ่อยๆ ก็ควรลบออกไปเสียเพื่อให้วินโดวส์ สามารถทำงานได้เร็วขึ้น หรือไม่ก็ในขณะที่คุณติดตั้งฟอนต์ในวินโดวส์ ให้คุณนำเครื่องหมายถูกออกจาก Copy fonts to Fonst folder อย่าโหลดโปรแกรมฝังตัวใน System Tray ให้มาก เพราะตัวบางตัวกินเนื้อที่หน่วยความจำเยอะ ทำให้การเรียกใช้โปรแกรมอื่นช้า คลานเหมือนเต่ายังไงยังงั้น ทั้งๆ ที่แรมมีเหลือเฟือ แต่ถ้าไม่ได้ใช้บ่อย ก็ควรยกเลิกหรือกำจัดออกไปซะบ้าง จะช่วยให้การใช้โปรแกรมเร็วขึ้น และไม่ควรโหลดโปรแกรมใน Start Menu เหมือนกัน เทคนิคที่ว่ามา ยังไงคุณก็ลองนำไปปรับแต่งกันดูนะครับ เผื่อว่าจะช่วยให้เครื่องคอมพ์คุณเร็วขึ้น สามารถรันแอพพลิเคชันได้หลายโปรแกรม หรือสั่งพิมพ์งานไม่ต้องรอนาน ทีนี้คุณก็จะได้ใช้ประสิทธิภาพที่มีอยู่จริงให้คุ้มค่าเสียที ก่อนที่จะอำลา 95 แล้วหันหน้าสู่วินโดวส์ 98 ต่อไป
ถึงแม้ว่าวันนี้ การใช้วินโดวส์ 95 จะเลิกบูม ผู้คนกำลังจะหันไปอัพเกรดวินโดวส์ 98 กันแทนกันแล้ว แม้ว่ายังมีอาการรอให้ผู้พัฒนา ปรับปรุงให้ใช้ภาษาไทยได้สมบูรณ์แบบ เหมือนวินโดวส์ 95 ผมจึงคิดว่าหลายๆ คนคงยังไม่สำรวจ และปรับแต่งระบบ 98 ให้ทำงานได้เต็มที่มากนัก พูดง่ายๆ คือคงใช้โปรแกรมเพียงอย่างเดียว ยังไม่ค่อยกล้าเจาะระบบเท่าไร เพราะกลัวมีปัญหา แล้วต้องเสียค่าจ่ายโดยเปล่าประโยชน์
ครานี้ ผมกำลังจะมาขจัดความกลัว ในการปรับแต่งระบบของคุณ ให้ใช้โปรแกรมทำงานได้ดีกว่า ไม่ต้องกลัวนะครับ ลองทำตามวิธีที่ผมแนะนำ เผื่อบางทีคุณจะได้เห็นคุณค่าของมันมากขึ้น มาเริ่มปรับแต่งโปรแกรมของคุณ ให้เร่งความเร็วในการทำงานได้เต็มที่ และป้องกันหน่วยความจำที่ไม่พอ กับหลากหลายเทคนิค ที่รวบรวมมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ก่อนที่จะปรับปรุงระบบ ขอให้คุณทำความรู้จักออปชันตัวแปร ที่ใช้ปรับแต่งระบบเสียก่อน ดังนี้ครับ
รายละเอียดของแต่ละออปชัน
BootDelay เป็นค่าสำหรับตั้งเวลาในการแสดงคำว่า Starting Windows 95 ในช่วงบูต ก่อนที่จะทำการบูตขั้นตอนอื่นต่อไป ค่าปกติคือ 2 วินาที
BootMenudelay เป็นค่ากำหนดเวลาที่จะให้โปรแกรมทำงาต่อไป ถ้าในระหว่างนั้นไม่มีการเลือกจากเมนู ค่าปกติตั้งไว้ที่ 30 วินาที
BootMenu ค่าปกติจะเป็น 0 แต่ถ้าเป็น 1 จะแสดง Startup Menu ให้ผู้ใช้เลือก แต่ถ้าเป็นผู้ใช้ต้องกด F8 เพื่อแสดงเมนู
BootKeys เป็นการกำหนดให้ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม F4, F5, F6 และ F8 ในช่วงบูตได้เมื่อกำหนดค่าเป็น 1 และไม่ได้เมื่อกำหนดค่าเป็น 0 และถ้ากำหนดให้เป็น 0 ค่า Boot Keys จะไม่สามารถควบคุม Boot Delay
BootGUI มีไว้เพื่อกำหนดให้โหลดส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เป็นกราฟิก ค่าปกติจะมีค่าเป็น 1 ถ้าตั้งค่าเป็น 0 จะเป็นการโหลด Dos prompt และถ้าต้องการเข้าวินโดวส์อีกครั้งให้พิมพ์ Win เหมือนกับวินโดวส์ 3.11
DoubleBuffer ค่าปกติเป็น 0 คือจะไม่ทำการ DoubleBuffer ในทุกกรณี ถ้าตั้งค่าเป็น 1 จะทำการ DoubleBuffer เฉพาะบาง Controller ที่ต้องการเท่านั้น แต่ถ้าตั้งเป็น 2 จะ DoubleBuffer ในทุกกรณี
DrvSpace & DblSpace ค่าปกติเป็น 1 เป็นการกำหนดให้วินโดวส์ โหลดแฟ้ม DrvSpace.bin ซึ่งเป็นโปรแกรมลดขนาดข้อมูลโดยอัตโนมัติ ถ้าตั้งค่าเป็น 0 เป็นการยกเลิกการโหลดอัตโนมัติ
Logo ค่าปกติเป็น 1 แต่ถ้าเป็น 0 จะไม่ปรากฏภาพของโลโก้วินโดวส์ ในช่วง Startup
LoadTop ค่าปกติเป็น 1 แต่ถ้าเชตเป็น 0 วินโดวส์ จะไม่โหลด Command.com ไว้ที่หน่วยความจำส่วนบนของ 640 กิโลไบต์
Autoscan ค่าปกติเป็น 0 คือจะข้อความขึ้นเตือนให้ตอบคำถามเกี่ยวกับการแก้ Lost Cluster เมื่อบูตโดยไม่ผ่านชัตดาวน์ แต่ถ้ากำหนดค่าเป็น 2 จะซ่อม Lost Cluster ให้อัตโนมัติ แต่ถ้าใครติดตั้ง PowerToys จะมีออปชันนี้ให้กำหนด
เริ่มต้นปรับแต่งไฟล์บูตระบบก่อน
เริ่มต้นให้คุณใช้คำสั่งค้นหาไฟล์ Msdos.sys และคลี่แอททิบริวต์จาก Read-only หรือ Hidden ให้สามารถเขียนทับได้ หรือใช้คำสั่งที่ C: พิมพ์คำสั่งดังในวงเล็บ (attrib -r -s -h msdos.sys) เพราะไฟล์ตัวนี้จะซ่อนไว้ในระบบ จากนั้นเปิดไฟล์ขึ้นมา ให้คุณเพิ่มออปชันดังในรูปตัวอย่างที่ให้มา
ให้คุณลบ Comment ซึ่งกำหนดโดยการนำ ";" มาวางไว้หน้าบรรทัดที่ต้องการให้เป็น Comment รายละเอียดที่เห็นในรูปตัวอย่างที่ผ่านมา บรรทัดที่มีตัว "x" เยอะๆ ไม่มีความหมายใดๆ พิเศษ เป็นเพียงข้อมูลขยะที่ทำให้ไฟล์มีขนาดเกิน 1 กิโลไบต์เท่านั้น แล้วเซฟไฟล์
จำลองหน่วยความจำด้วย Disk Cache
ตามปกติแล้ว วินโดวส์จะกันพื้นที่ว่างส่วนหนึ่งของแรม มาทำเป็นแคชสำหรับเก็บไฟล์ข้อมูลที่ต้องการเรียกใช้อยู่บ่อยๆ เพื่อให้การเรียกใช้ข้อมูลเหล่านี้สามารถทำได้เร็ว เพราะการอ่านข้อมูลจากแรม ย่อมจะเร็วกว่าการอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ ซึ่งวินโดวส์จะกำหนดใหัอัตโนมัติ แต่ถ้าบางเครื่อง กำหนดให้วินโดวส์กำหนดให้อัตโนมัติ อาจจะทำให้การทำงานของวินโดวส์ช้าลง ถ้าคุณใช้เครื่องแล้วเป็นอย่างที่ว่านี้ ผมอยากให้คุณเข้าไปกำหนดค่าของแคชสูงสุดและต่ำสุด หลักการกำหนดแคช คือกำหนด 1 ใน 8 ของแรมที่มีอยู่ในเครื่อง เช่น ถ้าคุณมีแรมอยู่ 64 เมกะไบต์ ขนาดแคชที่จะกำหนดก็คือ 8 เมกะไบต์ ให้คุณค้นหาไฟล์หรือใช้เท็กซ์เอดิเตอร์ตัวใดก็ได้ เปิดไฟล์ System.ini หรือใช้คำสั่งที่ C: พิมพ์คำสั่งดังในวงเล็บ แต่คุณต้องเข้าไปที่ไดเรกทอรีของวินโดวส์ ก่อนพิมพ์ตามคำสั่ง (edit system.ini) ใหคุณเพิ่มออปชันค่าของแคชสูงสุดและต่ำสุด
กันพื้นที่ให้ Virtual Memory
งานนี้เพื่อเป็นการจำลองเนื้อที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์ ให้เป็นหน่วยความจำชั่วคราว เพื่อจัดเก็บข้อมูลขณะทำงาน สำหรับการเชต Virtual Memory บนวินโดวส์ ให้คุณทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ
คลิ้กเมาส์ขวามือที่ My Computer แล้วเลือก Properties
เลือกแท็บ Performent แล้วคลิ้ก Vitual Memory
เลือกไดรฟ์ที่คุณต้องการทำ swapfile ควรแยกให้อยู่ไดรฟ์ต่างหาก จะช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น หรือแบ่งพาร์ทิชันไว้ก่อนล่วงหน้าสำหรับจัดเก็บ swapfile ต่างหาก
กำหนดค่า Maximum ของเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด เช่น กำหนดที่ไดรฟ์ E: เป็นต้น
จากนั้นคลิ้กปุ่ม OK แล้วรีสตาร์ทวินโดวส์
ปรับแต่งประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์
การปรับแต่งบทบาทของเครื่องคอมพ์แบบนี้ เพื่อปรับประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องคอมพ์ของคุณ ในการเข้าถึงระบบไฟล์บนฮาร์ดดิสก์ แต่คุณควรตรวจดูก่อน ถ้าเครื่องคอมพ์ของคุณมีแรมถึง 64 เมกะไบต์ นั่นลัถึงจะเหมาะสมที่จะปรับแต่งแบบนี้ แต่ถ้ามีแค่ 32 เมกะไบต์ ก็สามารถใช้ได้ แต่ต้องมีวิธีการเพิ่มเติม โดยให้คุณทำตามขั้นตอนดังนี้
คลิ้กเมาส์ขวามือที่ My Computer แล้วเลือก Properties เลือกแท็บ Performent แล้วคลิ้ก File System เลือกแท็บ Hard Disk ให้เป็นแบบ Network server ตรงช่อง Typical role of this machine คลิ้กปุ่ม OK แล้วรีสตาร์ทวินโดวส์
เช็คฮาร์ดดิสก์สนับสนุน DMA (Direct Memory Access)
ถ้าฮาร์ดดิสก์ของคุณมีออปชันสนับสนุน DMA แต่คุณไม่ใช้ออปชันนี้ และไม่ได้บอกให้เครื่องรับรู้ คุณอาจต้องเสียดายแย่ ออปชันตัวนี้ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ให้คุณทำตามขั้นตอนดังนี้นะครับ เพื่อแจ้งบอกให้เครื่องคอมพ์ของคุณรับทราบ แต่คุณต้องแน่ใจนะครับว่า ฮาร์ดดิสก์ของคุณสนับสนุน DMA ไม่เช่นนั้นเครื่องจะเกิดแฮงก์เป็นแน้แท้ คลิ้กเมาส์ขวามือที่ My Computer แล้วเลือก Properties เลือกแท็บ Device Manager แล้วคลิ้กหัวข้อ Disk drives ให้เป็นเครื่องหมายลบ แล้วเลือก General IDE DISK TYPE47 แล้วดับเบิลคลิ้ก จะปรากฏหน้าต่าง General IDE DISK TYPE47 Properties แล้วคุณเลือกแท็บ Settings จากนั้นให้คุณแล้วคลิ้ก ทำเครื่องถูกหน้าหัวข้อ DMA คลิ้กปุ่ม OK แล้วรีสตาร์ทวินโดวส์ เพิ่มความเร็วในการบูตเครื่อง ถ้าเครื่องของคุณบูตเข้าวินโดวส์ได้ช้ากว่าปกติ ให้คุณลองเข้าไปดูในไฟล์ Config.sys และ Autoexec.bat ว่ามีการเรียกใช้ไดรเวอร์อะไรที่ไม่จำเป็นหรือไม่ ถ้าไดรเวอร์ตัวไหนที่มีอยู่แล้วในวินโดวส์ให้คุณลบไดรเวอร์ออกจากไฟล์ Config.sys หรือ Autoexec.bat ได้เลย ทำให้วินโดวส์ไม่ต้องไปเรียกใช้ไดรเวอร์ต่างให้เสียเวลา
ยกเลิกฟอนต์ตัวอักษรที่ใช้ในวินโดวส์ ฟอนต์ใดที่ไม่จำเป็นต้องใช้หรือไม่ได้ใช้บ่อยๆ ก็ควรลบออกไปเสียเพื่อให้วินโดวส์ สามารถทำงานได้เร็วขึ้น หรือไม่ก็ในขณะที่คุณติดตั้งฟอนต์ในวินโดวส์ ให้คุณนำเครื่องหมายถูกออกจาก Copy fonts to Fonst folder อย่าโหลดโปรแกรมฝังตัวใน System Tray ให้มาก เพราะตัวบางตัวกินเนื้อที่หน่วยความจำเยอะ ทำให้การเรียกใช้โปรแกรมอื่นช้า คลานเหมือนเต่ายังไงยังงั้น ทั้งๆ ที่แรมมีเหลือเฟือ แต่ถ้าไม่ได้ใช้บ่อย ก็ควรยกเลิกหรือกำจัดออกไปซะบ้าง จะช่วยให้การใช้โปรแกรมเร็วขึ้น และไม่ควรโหลดโปรแกรมใน Start Menu เหมือนกัน เทคนิคที่ว่ามา ยังไงคุณก็ลองนำไปปรับแต่งกันดูนะครับ เผื่อว่าจะช่วยให้เครื่องคอมพ์คุณเร็วขึ้น สามารถรันแอพพลิเคชันได้หลายโปรแกรม หรือสั่งพิมพ์งานไม่ต้องรอนาน ทีนี้คุณก็จะได้ใช้ประสิทธิภาพที่มีอยู่จริงให้คุ้มค่าเสียที ก่อนที่จะอำลา 95 แล้วหันหน้าสู่วินโดวส์ 98 ต่อไป
ทำความรู้จักกับ CPU รุ่นต่าง ๆ ที่มีใช้งานมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ทำความรู้จักกับ CPU รุ่นต่าง ๆ ที่มีใช้งานมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
สำหรับหน้านี้ มีความต้องการให้ท่านได้พอรู้จัก CPU ต่าง ๆ บ้าง ก่อนอื่นก็ต้องบอกก่อนว่า ทั้งหมดที่ได้รวบรวมมา อาจจะมีบางอย่างผิดพลาดได้บ้าง ทั้งนี้ได้พยายามสรุปมาเท่าที่ ความรู้ความสามารถจะพอทำได้ หวังเพียงว่าให้ท่าน ได้พอรู้จักการพัฒนาของ CPU แบบต่าง ๆ ที่มีใช้งานกันบ้าง
CPU รุ่นเก่า ๆ ในอดีต
เริ่มจากยุคแรก ๆ สมัยที่มีคอมพิวเตอร์ใช้กันเลยอันนี้ก็เป็นการพัฒนาของ Intel
· 1971 : 4004 Microprocessor รุ่นแรกของ· Intel ใช้ง· านในเครื่อง· คิดเลข
· 1972 : 8008 Microprocessor รุ่นที่พัฒนาต่อมา ใช้ง· านแบบ "TV typewriter" กับ dump terminal
· 1974 : 8080 Microprocessor รุ่นนี้เป็นการใช้ง· านแบบ Personal Computer รุ่นแรก ๆ
· 1978 : 8086-8088 Microprocessor หรือรุ่น XT ยัง· เป็นแบบ 8 bit เป็น PC ที่เริ่มใช้ง· านจริง· จัง·
· 1982 : 80286 Microprocessor หรือรุ่น AT 16 bit เริ่มเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ง· านแพร่หลายกันแล้ว
· 1985 : 80386 Microprocessor เริ่มเป็น CPU 32 bit และสามารถทำง· านแบบ Multitasking ได้
· 1989 : 80486 Microprocessor เข้าสู่ยุคของ· การใช้จอสี และมีการติดตั้ง· Math-Coprocessor ในตัว
· 1993 : Pentium Processor หลายคนยัง· ใช้อยู่ในตอนนี้ครับ
· 1995 : Pentium Pro Processor สำหรับเครื่อง· Server และ Work Station
· 1997 : Pentium II Processor ปัจจุบันยัง· พอหาได้อยู่บ้าง·
· 1998 : Pentium II Xeon(TM) Processor สำหรับ Server และ Work Station
· 1999 : Celeron(TM) Processor สำหรับตลาดระดับล่าง· ของ· Intel ที่ตัดความสามารถบาง· ส่วนออก
· 1999 : Pentium III Processor เป็นที่นิยมกันมาก
· 1999 : Pentium III Xeon(TM) Processor สำหรับ Server และ Work Station
ในยุคของ 80486 และ Pentium ส่วนของ AMD ก็เริ่มออก CPU มาบ้างแล้วเท่าที่เคยได้ยินมาบ้างก็มีดังนี้ X86, AM186, AM386, AM486 แต่รุ่นที่เริ่มพอจะเคยได้ยินมาก็จะเริ่มที่ 5x86, K5, K6, K6-II, K6-III, Athlon ปัจจุบันมีข่าวของ Spitfire และ Thunderbird บ้างแล้ว
ยุดกลาง ๆ ก็ยังมี Cyrix อีกยี่ห้อหนึ่ง เริ่มจากไหนไม่แน่ใจ แต่ที่เคยได้ยินก็จะเป็น 6x86, 6x86MX และ Cyrix MII ซึ่งปัจจุบันนี้ยังพอเห็นมีขายอยู่บ้าง
มาดู CPU ในแต่ละรุ่นเปรียบเทียบกันดีกว่า
Brand Model Detail
Intel 8086 ?
Intel 8088 ?
Intel 80186 ?
Intel 80286 ?
Intel 80386 (SX/DX) 16-33 MHz Vcore 5.5V.
Intel 80486 (SX/DX2) 25-66 MHz L1=8K Vcore 5.25V.
Intel 80486 (DX4) 75-100 MHz L1=16K Vcore=3.6V.
Intel 80586 (Pentium) 60-100MHz L1=8+8K
Intel Pentium Classic (P54C) 100-166MHz L1=8+8K Vcore 3.3V
Intel Pentium MMX (P55C) 166-233MHz MMX, L1=16+16K Vcore 2.8V
AMD 5x86 L1=16K
AMD K5 L1=8+16K
AMD K6 166-300MHz MMX L1=32+32K
Cyrix 6x86 PR166 Vcore 3.5V
Cyrix 6x86MX PR200-233 Vcore 2.9V
Cyrix M II PR300-333 Vcore 2.9V
CPU รุ่นปัจจุบัน
ทีนี้มาดู CPU รุ่นปัจจุบันกันบ้าง คงจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่กำลังมองหาซื้อ CPU ใหม่ตอนนี้
Brand Model Speed FSB Vcore Interface Techonoly
Intel Pentium II 233-333 MHz 66 MHz 2.8 V. Slot-1 0.35Micron MMX L1=32K L2=512K Half Speed
Intel Pentium II 350-450 MHz 100 MHz 2.0 V. Slot-1 0.25Micron MMX L1=32K L2=512K Half Speed
Intel Celeron 266-300 MHz 66 MHz 2.0 V. Slot-1 0.25Micron MMX L1=32K no L2
Intel Celeron 300-533 MHz 66 MHz 2.0 V. FC-PGA 370 / Slot-1 0.25 Micron MMX L1=32K L2=128K Full Speed
Intel Celeron II 533-766 MHz 66 MHz 1.50 V. FC-PGA 370 0.18Micron MMX SSE Ondie L2=128K Full Speed
Intel Celeron II 800-1000 MHz 100 MHz 1.50 V. FC-PGA 370 0.18Micron MMX SSE Ondie L2=128K Full Speed
AMD K6-II 266-366 MHz 66 MHz 2.2 V. Socket 7 0.25Micron MMX 3DNow! L1=64K
AMD K6-II 350-500 MHz 100 MHz 2.2 V. Socket 7 0.25Micron MMX 3DNow! L1=64K
AMD K6-III 400-450 MHz 100 MHz 2.4 V. Socket 7 0.25Micron MMX 3DNow! L1=64K L2=256K Full Speed
AMD K6-II+ 500-550 MHz 100 MHz 2.0 V. Socket 7 0.18Micron MMX 3DNow! L2=128K
AMD K6-III+ 450 MHz 100 MHz 2.0 V. Socket 7 0.18Micron MMX 3DNow! L2=256K
AMD Athlon K7 500-1000 MHz 200 MHz DDR 1.60 V. Slot-A 0.25Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=512K Half Speed
Cyrix C3 700-933 MHz ? ? Socket 370 ?
Intel Pentium III 450-600 MHz 100 MHz / 133 MHz 2.0 V. Slot-1 0.25 Micron MMX SSE L1=32K ECC L2=512K Half Speed
Intel Pentium III 500-733 MHz 100 MHz / 133 MHz 1.65 V. FC-PGA 370 0.18Micron MMX SSE Ondie L2=256K Full Speed
Intel Pentium III 800-1130 MHz 133 MHz 1.70 V. FC-PGA 370 0.18 Micron MMX SSE Ondie L2=256K Full Speed
Intel Celeron II - Tualatin 1.0A-1.3A GHz 100 MHz 1.47 V. FC-PGA 370 0.18Micron MMX SSE Ondie L2=256K Full Speed
AMD Duron 600-1200 MHz 200 MHz DDR 1.60 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=64K Full Speed
AMD Athlon T-Bird 700-1533 MHz 200/266 MHz DDR 1.70 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=256K Full Speed
AMD Athlon XP+ 1333-1667 MHz 266 MHz DDR 1.75 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=256K Full Speed
AMD Athlon MP 1200 MHz 266 MHz DDR 1.75 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=256K Full Speed SMP
Intel Pentium 4 1.3-1.8 GHz 400 MHz QDP 1.70 V. FC-PGA 423 0.18Micron MMX SSE2 L2=256K Full Speed
Intel Pentium 4 1.5-2.0 GHz 400 MHz QDP 1.70 V. FC-PGA 478 0.18Micron MMX SSE2 L2=256K Full Speed
Intel Pentium 4(A) 1.6A-2.2A GHz 400 MHz QDP 1.50 V. FC-PGA 478 0.13Micron MMX SSE2 L2=512K Full Speed
AMD Advance Micro Device
MMX MultiMedia eXtension
SSE Streaming SIMD Extensions
PGA Pin Grid Array
SECC Single Edge Contact Cartridge
SEPP Single Edge Processor Package
SMP Symmetric Multi-Processor
FC-PGA Flip-Chip Pin Grid Array
DDR Double Data Rate
QDP Quad-Pumped Techonology
L1 Cache Level 1 จะอยู่ภายในชิป
L2 Cache Level 2 อยู่ในหรือนอกชิป
On die Cache Level 2 ที่อยู่ในตัวชิป
ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าในหน้านี้ทั้งหมด ผมเพียงแค่สรุปมาให้เห็นภาพและเข้าใจง่าย ๆ เท่านั้น หากท่านใดต้องการข้อมูลของ CPU แบบละเอียด ลึกซึ้งละก็ ไปดูที่เว็บไซต์ตาม Link เหล่านี้
· http://www.intel.com
· http://www.amd.com
· http://www.cyrix.com
· http://www.ibm.com
สำหรับหน้านี้ มีความต้องการให้ท่านได้พอรู้จัก CPU ต่าง ๆ บ้าง ก่อนอื่นก็ต้องบอกก่อนว่า ทั้งหมดที่ได้รวบรวมมา อาจจะมีบางอย่างผิดพลาดได้บ้าง ทั้งนี้ได้พยายามสรุปมาเท่าที่ ความรู้ความสามารถจะพอทำได้ หวังเพียงว่าให้ท่าน ได้พอรู้จักการพัฒนาของ CPU แบบต่าง ๆ ที่มีใช้งานกันบ้าง
CPU รุ่นเก่า ๆ ในอดีต
เริ่มจากยุคแรก ๆ สมัยที่มีคอมพิวเตอร์ใช้กันเลยอันนี้ก็เป็นการพัฒนาของ Intel
· 1971 : 4004 Microprocessor รุ่นแรกของ· Intel ใช้ง· านในเครื่อง· คิดเลข
· 1972 : 8008 Microprocessor รุ่นที่พัฒนาต่อมา ใช้ง· านแบบ "TV typewriter" กับ dump terminal
· 1974 : 8080 Microprocessor รุ่นนี้เป็นการใช้ง· านแบบ Personal Computer รุ่นแรก ๆ
· 1978 : 8086-8088 Microprocessor หรือรุ่น XT ยัง· เป็นแบบ 8 bit เป็น PC ที่เริ่มใช้ง· านจริง· จัง·
· 1982 : 80286 Microprocessor หรือรุ่น AT 16 bit เริ่มเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ง· านแพร่หลายกันแล้ว
· 1985 : 80386 Microprocessor เริ่มเป็น CPU 32 bit และสามารถทำง· านแบบ Multitasking ได้
· 1989 : 80486 Microprocessor เข้าสู่ยุคของ· การใช้จอสี และมีการติดตั้ง· Math-Coprocessor ในตัว
· 1993 : Pentium Processor หลายคนยัง· ใช้อยู่ในตอนนี้ครับ
· 1995 : Pentium Pro Processor สำหรับเครื่อง· Server และ Work Station
· 1997 : Pentium II Processor ปัจจุบันยัง· พอหาได้อยู่บ้าง·
· 1998 : Pentium II Xeon(TM) Processor สำหรับ Server และ Work Station
· 1999 : Celeron(TM) Processor สำหรับตลาดระดับล่าง· ของ· Intel ที่ตัดความสามารถบาง· ส่วนออก
· 1999 : Pentium III Processor เป็นที่นิยมกันมาก
· 1999 : Pentium III Xeon(TM) Processor สำหรับ Server และ Work Station
ในยุคของ 80486 และ Pentium ส่วนของ AMD ก็เริ่มออก CPU มาบ้างแล้วเท่าที่เคยได้ยินมาบ้างก็มีดังนี้ X86, AM186, AM386, AM486 แต่รุ่นที่เริ่มพอจะเคยได้ยินมาก็จะเริ่มที่ 5x86, K5, K6, K6-II, K6-III, Athlon ปัจจุบันมีข่าวของ Spitfire และ Thunderbird บ้างแล้ว
ยุดกลาง ๆ ก็ยังมี Cyrix อีกยี่ห้อหนึ่ง เริ่มจากไหนไม่แน่ใจ แต่ที่เคยได้ยินก็จะเป็น 6x86, 6x86MX และ Cyrix MII ซึ่งปัจจุบันนี้ยังพอเห็นมีขายอยู่บ้าง
มาดู CPU ในแต่ละรุ่นเปรียบเทียบกันดีกว่า
Brand Model Detail
Intel 8086 ?
Intel 8088 ?
Intel 80186 ?
Intel 80286 ?
Intel 80386 (SX/DX) 16-33 MHz Vcore 5.5V.
Intel 80486 (SX/DX2) 25-66 MHz L1=8K Vcore 5.25V.
Intel 80486 (DX4) 75-100 MHz L1=16K Vcore=3.6V.
Intel 80586 (Pentium) 60-100MHz L1=8+8K
Intel Pentium Classic (P54C) 100-166MHz L1=8+8K Vcore 3.3V
Intel Pentium MMX (P55C) 166-233MHz MMX, L1=16+16K Vcore 2.8V
AMD 5x86 L1=16K
AMD K5 L1=8+16K
AMD K6 166-300MHz MMX L1=32+32K
Cyrix 6x86 PR166 Vcore 3.5V
Cyrix 6x86MX PR200-233 Vcore 2.9V
Cyrix M II PR300-333 Vcore 2.9V
CPU รุ่นปัจจุบัน
ทีนี้มาดู CPU รุ่นปัจจุบันกันบ้าง คงจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่กำลังมองหาซื้อ CPU ใหม่ตอนนี้
Brand Model Speed FSB Vcore Interface Techonoly
Intel Pentium II 233-333 MHz 66 MHz 2.8 V. Slot-1 0.35Micron MMX L1=32K L2=512K Half Speed
Intel Pentium II 350-450 MHz 100 MHz 2.0 V. Slot-1 0.25Micron MMX L1=32K L2=512K Half Speed
Intel Celeron 266-300 MHz 66 MHz 2.0 V. Slot-1 0.25Micron MMX L1=32K no L2
Intel Celeron 300-533 MHz 66 MHz 2.0 V. FC-PGA 370 / Slot-1 0.25 Micron MMX L1=32K L2=128K Full Speed
Intel Celeron II 533-766 MHz 66 MHz 1.50 V. FC-PGA 370 0.18Micron MMX SSE Ondie L2=128K Full Speed
Intel Celeron II 800-1000 MHz 100 MHz 1.50 V. FC-PGA 370 0.18Micron MMX SSE Ondie L2=128K Full Speed
AMD K6-II 266-366 MHz 66 MHz 2.2 V. Socket 7 0.25Micron MMX 3DNow! L1=64K
AMD K6-II 350-500 MHz 100 MHz 2.2 V. Socket 7 0.25Micron MMX 3DNow! L1=64K
AMD K6-III 400-450 MHz 100 MHz 2.4 V. Socket 7 0.25Micron MMX 3DNow! L1=64K L2=256K Full Speed
AMD K6-II+ 500-550 MHz 100 MHz 2.0 V. Socket 7 0.18Micron MMX 3DNow! L2=128K
AMD K6-III+ 450 MHz 100 MHz 2.0 V. Socket 7 0.18Micron MMX 3DNow! L2=256K
AMD Athlon K7 500-1000 MHz 200 MHz DDR 1.60 V. Slot-A 0.25Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=512K Half Speed
Cyrix C3 700-933 MHz ? ? Socket 370 ?
Intel Pentium III 450-600 MHz 100 MHz / 133 MHz 2.0 V. Slot-1 0.25 Micron MMX SSE L1=32K ECC L2=512K Half Speed
Intel Pentium III 500-733 MHz 100 MHz / 133 MHz 1.65 V. FC-PGA 370 0.18Micron MMX SSE Ondie L2=256K Full Speed
Intel Pentium III 800-1130 MHz 133 MHz 1.70 V. FC-PGA 370 0.18 Micron MMX SSE Ondie L2=256K Full Speed
Intel Celeron II - Tualatin 1.0A-1.3A GHz 100 MHz 1.47 V. FC-PGA 370 0.18Micron MMX SSE Ondie L2=256K Full Speed
AMD Duron 600-1200 MHz 200 MHz DDR 1.60 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=64K Full Speed
AMD Athlon T-Bird 700-1533 MHz 200/266 MHz DDR 1.70 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=256K Full Speed
AMD Athlon XP+ 1333-1667 MHz 266 MHz DDR 1.75 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=256K Full Speed
AMD Athlon MP 1200 MHz 266 MHz DDR 1.75 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=256K Full Speed SMP
Intel Pentium 4 1.3-1.8 GHz 400 MHz QDP 1.70 V. FC-PGA 423 0.18Micron MMX SSE2 L2=256K Full Speed
Intel Pentium 4 1.5-2.0 GHz 400 MHz QDP 1.70 V. FC-PGA 478 0.18Micron MMX SSE2 L2=256K Full Speed
Intel Pentium 4(A) 1.6A-2.2A GHz 400 MHz QDP 1.50 V. FC-PGA 478 0.13Micron MMX SSE2 L2=512K Full Speed
AMD Advance Micro Device
MMX MultiMedia eXtension
SSE Streaming SIMD Extensions
PGA Pin Grid Array
SECC Single Edge Contact Cartridge
SEPP Single Edge Processor Package
SMP Symmetric Multi-Processor
FC-PGA Flip-Chip Pin Grid Array
DDR Double Data Rate
QDP Quad-Pumped Techonology
L1 Cache Level 1 จะอยู่ภายในชิป
L2 Cache Level 2 อยู่ในหรือนอกชิป
On die Cache Level 2 ที่อยู่ในตัวชิป
ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าในหน้านี้ทั้งหมด ผมเพียงแค่สรุปมาให้เห็นภาพและเข้าใจง่าย ๆ เท่านั้น หากท่านใดต้องการข้อมูลของ CPU แบบละเอียด ลึกซึ้งละก็ ไปดูที่เว็บไซต์ตาม Link เหล่านี้
· http://www.intel.com
· http://www.amd.com
· http://www.cyrix.com
· http://www.ibm.com
อยากใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็น จะต้องทำอย่างไรกันบ้าง เริ่มต้นจากตรงนี้
อยากใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็น จะต้องทำอย่างไรกันบ้าง เริ่มต้นจากตรงนี้
หลาย ๆ คนที่ได้มีโอกาสใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็ทำได้แค่เพียงใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องสำเร็จรูปแล้วเท่านั้น วันดีคืนดี เจ้าคอมพิวเตอร์เครื่องเก่งมีอันต้องเกิดปัญหาขึ้นมา ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร หากคุณพอจะรู้จักกับอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นบ้าง คงจะช่วยได้มากใช่ไหมครับ
อย่างไรจึงจะเรียกว่า ใช้คอมพิวเตอร์เป็น
คำถามแรกเลย คุณใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือยัง คงจะไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัว ว่าอย่างไรเรียกว่าเป็นนะครับ ในความคิดเห็นของผม หากคุณสามารถบอกได้ทั้งหมดว่า เครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มีสเปคอย่างไร ใช้ซีพียู ความเร็วเท่าไร ขนาดของแรม ชนิดของการ์ดจอและการ์ดเสียง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต่อใช้งานอยู่ ระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์ ที่ใช้งานอยู่มีอะไรบ้าง และที่สำคัญมากคือ จากจุดเริ่มต้น ถ้าฮาร์ดดิสก์ของคุณไม่มีอะไรอยู่เลย คุณสามารถที่จะลง Windows และโปรแกรมต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองจบครบ ตามที่ต้องการใช้งานได้ สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ ต่าง ๆ ตามความจำเป็น อาจจะไม่ต้องครบทุกอย่าง นั่นแหละ เรียกว่าใช้คอมพิวเตอร์เป็นในความคิดของผมครับ ลองสำรวจตัวคุณเองก่อน ว่าตอนนี้อยู่ในขั้นไหน ตรงไหนรู้แล้ว ตรงไหนยังไม่รู้ครับ
ลำดับการเริ่มต้นเรียนรู้คอมพิวเตอร์
มาดูลำดับการเริ่มต้นศึกษาหาความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ก่อน ลองศึกษาทีละขั้นตอน อย่าข้ามนะครับ
1. ศึกษาการใช้งาน Windows ในเบื้องต้น โดยที่ควรจะสามารถใช้งานฟังค์ชันต่าง ๆ พื้นฐานได้พอสมควร
2. ศึกษาการใช้งาน ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่มีมากับเครื่อง เท่าที่คิดว่าจำเป็นและต้องการใช้งานเช่น internet, word, excel ฯลฯ
3. อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น printer, scanner, modem ที่มีต่ออยู่ ต้องรู้จักและใช้งานได้เต็มความสามารถ
4. สามารถทำการลงซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ และทำการ Uninstall ออกได้ เน้นที่ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ยังไม่ถึงกับลง Windows ใหม่นะ
5. เริ่มต้นหัดลง Windows ด้วยตัวเอง จากการฟอร์แม็ตฮาร์ดดิสก์ ลบข้อมูลออกทั้งหมดและลง Windows ได้จนครบ
6. สามารถจัดการกับ ฮาร์ดดิสก์ ได้ตามต้องการ เช่นการกำหนดขนาด การแบ่งพาร์ติชันต่าง ๆ ตามต้องการ
7. เริ่มต้น การรื้อ ถอด ประกอบ ชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยเริ่มจากสายไฟต่าง ๆ สายจอ สายเมาส์ ฯลฯ
8. เปิดฝาเครื่อง ลองสำรวจอุปกรณ์ภายใน และทำความรู้จักว่า ชิ้นไหนคืออะไร ใช้สำหรับทำอะไร (มองเฉย ๆ อย่าเพิ่งรื้อนะครับ)
9. ตรวจสอบสเปคเครื่องอย่างละเอียด ว่าใช้อุปกรณ์ยี่ห้ออะไร รุ่นไหน ขนาดเท่าไรบ้าง เป็นบทเรียนเริ่มต้นด้านฮาร์ดแวร์นะครับ
10. เริ่มต้นการถอดเปลี่ยน ฮาร์ดดิสก์ ก่อน ศึกษาการต่อสายไฟ และสายข้อมูลต่าง ๆ (ฮาร์ดดิสก์ จะเป็นจุดแรกที่ควรทราบไว้)
11. หลังจากรู้จักฮาร์ดดิสก์ แล้ว การศึกษาตัว ซีดีรอม ฟลอปปี้ดิสก์ ก็คงจะไม่ยากนัก
12. ถ้ามีการ์ด ต่าง ๆ ที่เสียบอยู่บนเมนบอร์ด เช่นการ์ดจอ การ์ดเสียง โมเด็ม การทดลอง ถอด ใส่ ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ดีมาก ๆ
13. ซีพียู แรม ทดลองแงะออกมา แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ ให้คุ้นเคยมือเลยครับ
14. อุปกรณ์อื่น ๆ สายไฟของระบบ สายแพร สายเสียง ฯลฯ ดูให้ครบว่ามีอะไรบ้าง
15. สังเกตุ jumper ต่าง ๆ และลองเปิดคู่มือเมนบอร์ดมาอ่านดู ว่าแต่ละตัวใช้สำหรับทำอะไรบ้าง
16. นึกภาพ ว่าถ้าจะอัพเกรดเครื่อง เปลี่ยน ซีพียูใหม่ เพิ่มแรม ฯลฯ ต้องทำอะไรบ้าง หรือถ้ามีซีพียูตัวใหม่จริง ๆ ก็ลุยกันเลยครับ
17. ทำได้แค่นี้ ก็ถือว่าเก่งแล้วครับ ถ้าจะให้ดี ต้องถอดทุกชิ้นส่วนออกมา แล้วประกอบใหม่ ถ้าเครื่องใช้งานได้ แปลว่าคุณสอบผ่าน
18. หากสนใจเรื่องอินเตอร์เน็ต ก็ลองเขียนเว็บไซต์เป็นของตัวเองขึ้นมาซักเว็บนึง อาจจะมีไอเดียดี ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ครับ
อ่านแล้วอย่าเพิ่งใจเสียกันนะครับ ทุก ๆ หัวข้อด้านบนนี้ ใช้เวลาศีกษาอย่างน้อยก็ ครึ่งปีขึ้นไป ดังนั้น ไม่ต้องฝันหวานกันเลย ว่าจะสามารถทำทุกอย่าง เรียนรู้ได้ภายใน 1 สัปดาห์ (แบบที่โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ทั่วไป นิยมใช้พูดกัน) แต่ถ้าหากคุณ สามารถทำได้ทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นความภูมิใจส่วนตัว ของคุณเองครับ ในส่วนของผม ก็คงจะทำได้แค่เพียง หาข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มาแสดงเป็นตัวอย่างและแนวทางให้ทุกท่านได้ทดลองทำกัน อาจจะมีบางเรื่องที่ตรงกับความต้องการบ้างไม่มากก็น้อย
จะเริ่มต้นศึกษา ต้องลงทุนกันหน่อย
มีคำถามทำนองนี้เข้ามาค่อนข้างบ่อยว่า อยากจะเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยแนะนำสถานที่สอนหรือโรงเรียนที่ดี ๆ ให้หน่อย โดยส่วนตัวผมเองแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้งานนั่นแหละครับ คือครูที่ดีที่สุด เพียงแต่ว่า หากต้องการใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์ ในการศึกษาหาความรู้ ก็ต้องลงทุนกันหน่อย อย่าเพิ่งนึกว่าเป็นการลงทุนอัพเกรด หรือต้องซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติมนะครับ ผมหมายถึง การลงทุนโดยการลบทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีเก็บอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณออกให้หมด และเริ่มต้นจากการ ทำการติดตั้งและลงซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ด้วยตัวคุณเอง ถ้าหากได้ทดลองสักครั้งหนึ่ง ครั้งต่อ ๆ ไปก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ คราวต่อไป ต้องการที่จะอัพเกรดเครื่องด้วยตัวเอง ก็ลองหาการ์ดต่าง ๆ แรม หรือซีพียู มาเปลี่ยนเอง จากนั้นความรู้และความชำนาญในด้านต่าง ๆ ก็จะตามมาเอง ไม่ยากหรอกครับ หากคิดว่ายากเกินไป ก็คงต้องหาเพื่อนที่พอเป็นมาเป็นพี่เลี้ยงในครั้งแรก ๆ ก่อนด็ดีครับ
บทสรุปส่งท้าย
การเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้จากการทดลอง หากต้องการเรียนรู้ต้องทำการทดลองด้วยตัวคุณเอง เว็บไซต์นี้ จะเป็นข้อมูลในเบื้องต้น สำหรับการเรียนรู้ของทุก ๆ ท่าน โดยผมจะพยายามเพิ่มเติมเนื้อหาให้ครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ซอฟต์แวร์ ฮาร์แวร์ เทคนิคต่าง ๆ เท่าที่ผมเองพอจะทราบอยู่บ้าง อาจจะทำได้ช้าไปสักนิดก็คงไม่ว่ากันนะครับ เพราะเว็บไซต์นี้ ผมทำเองคนเดียว โดยใช้เวลาว่างจากงานประจำมาอัพเดทข้อมูล กำลังใจของผมก็คือ จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ครับ วันไหนเห็น ตัวเลขจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บเพิ่มขึ้น ก็รู้สึกว่า สิ่งที่ได้ทำลงไป มีผู้คนสนใจและตั้งใจที่จะเรียนรู้มากขึ้นครับ ส่วนแบนเนอร์ของเว็บไซต์สปอนเซอร์ ที่ติดอยู่ด้านบนของแต่ละหน้าเว็บ ก็ขอฝากไว้ให้ช่วย ๆ กันดูแลกันบ้างนะครับ คลิกบ่อย ๆ หรือทุกครั้งที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้นะครับ ขอให้มีความสุขกับการ ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์นะครับ
หลาย ๆ คนที่ได้มีโอกาสใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็ทำได้แค่เพียงใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องสำเร็จรูปแล้วเท่านั้น วันดีคืนดี เจ้าคอมพิวเตอร์เครื่องเก่งมีอันต้องเกิดปัญหาขึ้นมา ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร หากคุณพอจะรู้จักกับอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นบ้าง คงจะช่วยได้มากใช่ไหมครับ
อย่างไรจึงจะเรียกว่า ใช้คอมพิวเตอร์เป็น
คำถามแรกเลย คุณใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือยัง คงจะไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัว ว่าอย่างไรเรียกว่าเป็นนะครับ ในความคิดเห็นของผม หากคุณสามารถบอกได้ทั้งหมดว่า เครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มีสเปคอย่างไร ใช้ซีพียู ความเร็วเท่าไร ขนาดของแรม ชนิดของการ์ดจอและการ์ดเสียง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต่อใช้งานอยู่ ระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์ ที่ใช้งานอยู่มีอะไรบ้าง และที่สำคัญมากคือ จากจุดเริ่มต้น ถ้าฮาร์ดดิสก์ของคุณไม่มีอะไรอยู่เลย คุณสามารถที่จะลง Windows และโปรแกรมต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองจบครบ ตามที่ต้องการใช้งานได้ สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ ต่าง ๆ ตามความจำเป็น อาจจะไม่ต้องครบทุกอย่าง นั่นแหละ เรียกว่าใช้คอมพิวเตอร์เป็นในความคิดของผมครับ ลองสำรวจตัวคุณเองก่อน ว่าตอนนี้อยู่ในขั้นไหน ตรงไหนรู้แล้ว ตรงไหนยังไม่รู้ครับ
ลำดับการเริ่มต้นเรียนรู้คอมพิวเตอร์
มาดูลำดับการเริ่มต้นศึกษาหาความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ก่อน ลองศึกษาทีละขั้นตอน อย่าข้ามนะครับ
1. ศึกษาการใช้งาน Windows ในเบื้องต้น โดยที่ควรจะสามารถใช้งานฟังค์ชันต่าง ๆ พื้นฐานได้พอสมควร
2. ศึกษาการใช้งาน ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่มีมากับเครื่อง เท่าที่คิดว่าจำเป็นและต้องการใช้งานเช่น internet, word, excel ฯลฯ
3. อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น printer, scanner, modem ที่มีต่ออยู่ ต้องรู้จักและใช้งานได้เต็มความสามารถ
4. สามารถทำการลงซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ และทำการ Uninstall ออกได้ เน้นที่ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ยังไม่ถึงกับลง Windows ใหม่นะ
5. เริ่มต้นหัดลง Windows ด้วยตัวเอง จากการฟอร์แม็ตฮาร์ดดิสก์ ลบข้อมูลออกทั้งหมดและลง Windows ได้จนครบ
6. สามารถจัดการกับ ฮาร์ดดิสก์ ได้ตามต้องการ เช่นการกำหนดขนาด การแบ่งพาร์ติชันต่าง ๆ ตามต้องการ
7. เริ่มต้น การรื้อ ถอด ประกอบ ชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยเริ่มจากสายไฟต่าง ๆ สายจอ สายเมาส์ ฯลฯ
8. เปิดฝาเครื่อง ลองสำรวจอุปกรณ์ภายใน และทำความรู้จักว่า ชิ้นไหนคืออะไร ใช้สำหรับทำอะไร (มองเฉย ๆ อย่าเพิ่งรื้อนะครับ)
9. ตรวจสอบสเปคเครื่องอย่างละเอียด ว่าใช้อุปกรณ์ยี่ห้ออะไร รุ่นไหน ขนาดเท่าไรบ้าง เป็นบทเรียนเริ่มต้นด้านฮาร์ดแวร์นะครับ
10. เริ่มต้นการถอดเปลี่ยน ฮาร์ดดิสก์ ก่อน ศึกษาการต่อสายไฟ และสายข้อมูลต่าง ๆ (ฮาร์ดดิสก์ จะเป็นจุดแรกที่ควรทราบไว้)
11. หลังจากรู้จักฮาร์ดดิสก์ แล้ว การศึกษาตัว ซีดีรอม ฟลอปปี้ดิสก์ ก็คงจะไม่ยากนัก
12. ถ้ามีการ์ด ต่าง ๆ ที่เสียบอยู่บนเมนบอร์ด เช่นการ์ดจอ การ์ดเสียง โมเด็ม การทดลอง ถอด ใส่ ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ดีมาก ๆ
13. ซีพียู แรม ทดลองแงะออกมา แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ ให้คุ้นเคยมือเลยครับ
14. อุปกรณ์อื่น ๆ สายไฟของระบบ สายแพร สายเสียง ฯลฯ ดูให้ครบว่ามีอะไรบ้าง
15. สังเกตุ jumper ต่าง ๆ และลองเปิดคู่มือเมนบอร์ดมาอ่านดู ว่าแต่ละตัวใช้สำหรับทำอะไรบ้าง
16. นึกภาพ ว่าถ้าจะอัพเกรดเครื่อง เปลี่ยน ซีพียูใหม่ เพิ่มแรม ฯลฯ ต้องทำอะไรบ้าง หรือถ้ามีซีพียูตัวใหม่จริง ๆ ก็ลุยกันเลยครับ
17. ทำได้แค่นี้ ก็ถือว่าเก่งแล้วครับ ถ้าจะให้ดี ต้องถอดทุกชิ้นส่วนออกมา แล้วประกอบใหม่ ถ้าเครื่องใช้งานได้ แปลว่าคุณสอบผ่าน
18. หากสนใจเรื่องอินเตอร์เน็ต ก็ลองเขียนเว็บไซต์เป็นของตัวเองขึ้นมาซักเว็บนึง อาจจะมีไอเดียดี ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ครับ
อ่านแล้วอย่าเพิ่งใจเสียกันนะครับ ทุก ๆ หัวข้อด้านบนนี้ ใช้เวลาศีกษาอย่างน้อยก็ ครึ่งปีขึ้นไป ดังนั้น ไม่ต้องฝันหวานกันเลย ว่าจะสามารถทำทุกอย่าง เรียนรู้ได้ภายใน 1 สัปดาห์ (แบบที่โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ทั่วไป นิยมใช้พูดกัน) แต่ถ้าหากคุณ สามารถทำได้ทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นความภูมิใจส่วนตัว ของคุณเองครับ ในส่วนของผม ก็คงจะทำได้แค่เพียง หาข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มาแสดงเป็นตัวอย่างและแนวทางให้ทุกท่านได้ทดลองทำกัน อาจจะมีบางเรื่องที่ตรงกับความต้องการบ้างไม่มากก็น้อย
จะเริ่มต้นศึกษา ต้องลงทุนกันหน่อย
มีคำถามทำนองนี้เข้ามาค่อนข้างบ่อยว่า อยากจะเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยแนะนำสถานที่สอนหรือโรงเรียนที่ดี ๆ ให้หน่อย โดยส่วนตัวผมเองแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้งานนั่นแหละครับ คือครูที่ดีที่สุด เพียงแต่ว่า หากต้องการใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์ ในการศึกษาหาความรู้ ก็ต้องลงทุนกันหน่อย อย่าเพิ่งนึกว่าเป็นการลงทุนอัพเกรด หรือต้องซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติมนะครับ ผมหมายถึง การลงทุนโดยการลบทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีเก็บอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณออกให้หมด และเริ่มต้นจากการ ทำการติดตั้งและลงซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ด้วยตัวคุณเอง ถ้าหากได้ทดลองสักครั้งหนึ่ง ครั้งต่อ ๆ ไปก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ คราวต่อไป ต้องการที่จะอัพเกรดเครื่องด้วยตัวเอง ก็ลองหาการ์ดต่าง ๆ แรม หรือซีพียู มาเปลี่ยนเอง จากนั้นความรู้และความชำนาญในด้านต่าง ๆ ก็จะตามมาเอง ไม่ยากหรอกครับ หากคิดว่ายากเกินไป ก็คงต้องหาเพื่อนที่พอเป็นมาเป็นพี่เลี้ยงในครั้งแรก ๆ ก่อนด็ดีครับ
บทสรุปส่งท้าย
การเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้จากการทดลอง หากต้องการเรียนรู้ต้องทำการทดลองด้วยตัวคุณเอง เว็บไซต์นี้ จะเป็นข้อมูลในเบื้องต้น สำหรับการเรียนรู้ของทุก ๆ ท่าน โดยผมจะพยายามเพิ่มเติมเนื้อหาให้ครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ซอฟต์แวร์ ฮาร์แวร์ เทคนิคต่าง ๆ เท่าที่ผมเองพอจะทราบอยู่บ้าง อาจจะทำได้ช้าไปสักนิดก็คงไม่ว่ากันนะครับ เพราะเว็บไซต์นี้ ผมทำเองคนเดียว โดยใช้เวลาว่างจากงานประจำมาอัพเดทข้อมูล กำลังใจของผมก็คือ จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ครับ วันไหนเห็น ตัวเลขจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บเพิ่มขึ้น ก็รู้สึกว่า สิ่งที่ได้ทำลงไป มีผู้คนสนใจและตั้งใจที่จะเรียนรู้มากขึ้นครับ ส่วนแบนเนอร์ของเว็บไซต์สปอนเซอร์ ที่ติดอยู่ด้านบนของแต่ละหน้าเว็บ ก็ขอฝากไว้ให้ช่วย ๆ กันดูแลกันบ้างนะครับ คลิกบ่อย ๆ หรือทุกครั้งที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้นะครับ ขอให้มีความสุขกับการ ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์นะครับ
Direct Rambus
Direct Rambus
มารู้จักหน่วยความจำชนิดนี้กันเถอะ
[ 16 ธันวาคม 2542 ]
หลังจากที่ Intel ได้เผยข้อมูล Chipset i820 ซึ่งรองรับการทำงานของหน่วยความจำอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่คุ้นหู คุ้นตาเรากันสักเท่าไรนัก นั่นคือ Rambus ก็ทำให้กระแสเกี่ยวกับ Rambus นี้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งตอบรับ และ ต่อต้าน ... ทั้งที่จริงๆ แล้ว Rambus ก็ไม่ใช่อะไรที่ใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมา .. มันมีมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจ ดังนั้น การที่ Intel หันมาใช้ Rambus นี้ ก็เหมือนเป็นการปลุกผี Rambus ให้กลับมีชื่อขึ้นมา
แล้ว Rambus นั้น คืออะไร? มีดีอย่างไร? ทำไม Intel ถึงได้หันมาใช้ Rambus นี้? เพราะ Intel เล็งเห็นว่า Rambus มีประสิทธิภาพสูงกว่า SDRAM ที่ใช้อยู่ อย่างนั้นหรือ? ... คำถามเหล่านี้ อาจเป็นคำถามที่ค้างคาใจเพื่อนๆ อยู่ ก็ได้ ...
เรามาศึกษาเรื่องของ Rambus กันดีกว่านะครับ ว่ามันคืออะไร? มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร? เพื่อจะได้เป็นแนวทาง ในการหาคำตอบของคำถามที่เหลือกันนะครับ
Rambus คืออะไร?
Direct Rambus DRAM หรือ DRDRAM นั้น เป็นชุดของเทคโนโลยีทางด้านหน่วยความจำ ที่ประกอบด้วย ความสามารถในการส่งถ่ายข้อมูลในระดับสูงของ Chip หน่วยความจำ , การเชื่อมต่อกับ Interface ของหน่วยความจำ , Signaling Protocol และ การเชื่อมต่อของสัญญาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าไว้ด้วยกัน
Rambus นี้ เป็นเทคโนโลยีทางด้านหน่วยความจำความเร็วสูง รุ่นที่ 3 ที่คิดค้นและพัฒนาโดย บริษัท Rambus Inc. แห่ง Mountain View รัฐ California ซึ่ง บริษัท Rambus นี้ ไม่ได้ผลิต Chip หน่วยความจำชนิดนี้ และ ไม่ได้ผลิตแผงวงจร ASIC ( Application Specific Integrated Circuit ) เพื่อใช้ใน การเชื่อมต่อแต่อย่างใด .. แต่ทาง Rambus นั้น ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ทางด้านการออกแบบวงจรต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่พวกเขาทำการออกแบบ และพัฒนาเอาไว้ .. ซึ่งถ้าบริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำใดๆ ต้องการจะผลิตหน่วยความจำชนิดนี้ ก็ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ให้กับทาง Rambus แทน
พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวเอง ไม่ผลิตเอง แต่ขาย Design ให้กับผู้อื่น เอาไปผลิตนั่นเองละครับ
และเมื่อไม่นานมานี้ทาง Intel ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ Micro Processor และ ผู้ผลิต Chipset ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้ประกาศว่าจะใช้หน่วยความจำชนิด Direct Rambus เพื่อมาใช้เป็นหน่วยความจำหลักของเครื่อง PC ( Personal Computer ) ในอนาคต ซึ่งก็ได้ ให้เหตุผลหลักในการที่จะใช้ หน่วยความจำชนิดนี้อยู่ 2 ข้อ
1. คือ ถึง2. เวลาของ3. การเปลี่ยนแปลง4. เทคโนโลยีของ5. หน่วยความจำที่ใช้กันมานานแล้ว และ
6. Direct Rambus นี้ ยัง7. ผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลง8. ของ9. ระบบต่าง10. ๆที่เกี่ยวข้อง11. กับระบบของ12. หน่วยความจำ ทั้ง13. Chip ของ14. หน่วยความจำเอง15. , Module ของ16. หน่วยความจำที่จะใช้ต่อเข้ากับ Chipset , โปรโตคอลของ17. สัญ18. ญ19. าณต่าง20. ๆ , อัตราการรับส่ง21. ข้อมูล , สัญ22. ญ23. าณนาฬิกา และ การจัดการด้านอุณหภูมิต่าง24. ๆ
มารู้จักหน่วยความจำชนิดนี้กันเถอะ
[ 16 ธันวาคม 2542 ]
หลังจากที่ Intel ได้เผยข้อมูล Chipset i820 ซึ่งรองรับการทำงานของหน่วยความจำอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่คุ้นหู คุ้นตาเรากันสักเท่าไรนัก นั่นคือ Rambus ก็ทำให้กระแสเกี่ยวกับ Rambus นี้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งตอบรับ และ ต่อต้าน ... ทั้งที่จริงๆ แล้ว Rambus ก็ไม่ใช่อะไรที่ใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมา .. มันมีมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจ ดังนั้น การที่ Intel หันมาใช้ Rambus นี้ ก็เหมือนเป็นการปลุกผี Rambus ให้กลับมีชื่อขึ้นมา
แล้ว Rambus นั้น คืออะไร? มีดีอย่างไร? ทำไม Intel ถึงได้หันมาใช้ Rambus นี้? เพราะ Intel เล็งเห็นว่า Rambus มีประสิทธิภาพสูงกว่า SDRAM ที่ใช้อยู่ อย่างนั้นหรือ? ... คำถามเหล่านี้ อาจเป็นคำถามที่ค้างคาใจเพื่อนๆ อยู่ ก็ได้ ...
เรามาศึกษาเรื่องของ Rambus กันดีกว่านะครับ ว่ามันคืออะไร? มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร? เพื่อจะได้เป็นแนวทาง ในการหาคำตอบของคำถามที่เหลือกันนะครับ
Rambus คืออะไร?
Direct Rambus DRAM หรือ DRDRAM นั้น เป็นชุดของเทคโนโลยีทางด้านหน่วยความจำ ที่ประกอบด้วย ความสามารถในการส่งถ่ายข้อมูลในระดับสูงของ Chip หน่วยความจำ , การเชื่อมต่อกับ Interface ของหน่วยความจำ , Signaling Protocol และ การเชื่อมต่อของสัญญาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าไว้ด้วยกัน
Rambus นี้ เป็นเทคโนโลยีทางด้านหน่วยความจำความเร็วสูง รุ่นที่ 3 ที่คิดค้นและพัฒนาโดย บริษัท Rambus Inc. แห่ง Mountain View รัฐ California ซึ่ง บริษัท Rambus นี้ ไม่ได้ผลิต Chip หน่วยความจำชนิดนี้ และ ไม่ได้ผลิตแผงวงจร ASIC ( Application Specific Integrated Circuit ) เพื่อใช้ใน การเชื่อมต่อแต่อย่างใด .. แต่ทาง Rambus นั้น ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ทางด้านการออกแบบวงจรต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่พวกเขาทำการออกแบบ และพัฒนาเอาไว้ .. ซึ่งถ้าบริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำใดๆ ต้องการจะผลิตหน่วยความจำชนิดนี้ ก็ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ให้กับทาง Rambus แทน
พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวเอง ไม่ผลิตเอง แต่ขาย Design ให้กับผู้อื่น เอาไปผลิตนั่นเองละครับ
และเมื่อไม่นานมานี้ทาง Intel ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ Micro Processor และ ผู้ผลิต Chipset ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้ประกาศว่าจะใช้หน่วยความจำชนิด Direct Rambus เพื่อมาใช้เป็นหน่วยความจำหลักของเครื่อง PC ( Personal Computer ) ในอนาคต ซึ่งก็ได้ ให้เหตุผลหลักในการที่จะใช้ หน่วยความจำชนิดนี้อยู่ 2 ข้อ
1. คือ ถึง2. เวลาของ3. การเปลี่ยนแปลง4. เทคโนโลยีของ5. หน่วยความจำที่ใช้กันมานานแล้ว และ
6. Direct Rambus นี้ ยัง7. ผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลง8. ของ9. ระบบต่าง10. ๆที่เกี่ยวข้อง11. กับระบบของ12. หน่วยความจำ ทั้ง13. Chip ของ14. หน่วยความจำเอง15. , Module ของ16. หน่วยความจำที่จะใช้ต่อเข้ากับ Chipset , โปรโตคอลของ17. สัญ18. ญ19. าณต่าง20. ๆ , อัตราการรับส่ง21. ข้อมูล , สัญ22. ญ23. าณนาฬิกา และ การจัดการด้านอุณหภูมิต่าง24. ๆ
agp pro ปกติเป็นของเมนบอร์ด Asus ครับ
agp pro ปกติเป็นของเมนบอร์ด Asus ครับ
เรื่องของ 2X และ 4X นะครับ
อ่านนะ เอามาเท่านี้ก่อนนะ
GA card แบบ AGP
===============
AGP ย่อมาจาก Accelerated Graphics Port พัฒนาโดย
Intel โดยอ้างอิงอยู่กับมาตรฐาน PCI 2.1 จึงมีแบนด์วิดท์อยู่ที่
66 MHz. จุดประสงค์ของ AGP ก็เพื่อเพิ่มความเร็วในการแสดง
ผลโดยเฉพาะกับวัตถุ 3 มิติและการทำพื้นผิวที่เรียกว่า texture
ทำให้การแสดงผลภาพวิดิโอที่ละเอียดและราบรื่นมากขึ้น
สำหรับการพัฒนา AGP โดยอินเทลเริ่มใช้ตั้งแต่ยุคของ Slot-1 และ
Pentium II ในปัจจุบันก็ยังมีใช้อยู่รวมทั้งบอร์ดของซ็อคเก็ต 7 ที่
เรียกว่า Super 7 ก็สนับสนุน AGP ด้วย AGP ยุคแรกเป็น AGP
แบบ 1X ต่อมา 2X และที่สูงสุดตอนนี้คือแบบ 4X ทีมีในเมนบอร์ด
ที่ใช้ชิพเซ็ตรุ่นใหม่ ๆ
การสร้างภาพ 3 มิติจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วนคือ การสร้างวัตถุ
3 มิติและการทำพื้นผิว โดยทั่วไปหน้าที่การสร้างวัตถุ 3 มิติจะเป็นหน้าที่
ของซีพียูเนื่องจากซีพียูสามารถคำนวณเลขทศนิยมได้จำนวนมาก ๆ ได้
ดีกว่าชิพแสดงผล ส่วนชิพแสดงผลที่อยู่ในการ์ดวีจีเอจะจัดการทางด้าน
การทำพื้นผิวและแสงเงาต่าง ๆ ถ้ายิ่งมีการใช้พื้นผิวขนาดใหญ่ จำนวนบิต
สีมาก ๆ แล้วจะต้องมีการโอนถ่ายข้อมุลจำนวนมากมายและต่อเนื่องเช่นเกมส์
ประเภท 3 มิติ การเล่นเกมส์ให้ได้ความเร็วสูง ๆ แอพพลิเคชั่นทางธุรกิจ
วิศวกรรมโยธา แอนิเมชั่นต่าง ๆ นี่ก็ต้องการแรมมมาก ๆ นะครับ อย่าคิดว่า
เราไม่ได้ทำงานพวกนั้นนะครับก็อาจจะเป็นการเรียนหรือเอามาศึกษาครับ
โปรแกรมที่ต้องการการประมวลผลที่ต้องการความเร็วนี่หากมีหน่วยความจำ
มาก ๆ นี่ก็จะช่วยให้ความสามารถทางด้าน 3 มิติดีและเร็วครับ ไม่ต้องมามัว
นั่งคอยทรมานอยู่นะครับ เช่น หากมีงานพรีเซนเตชั่นที่ต้องการให้เห็นสินค้า
หรืออุปกรณ์ที่ต้องการเห็นในหลายมุมมองหรือที่ใกล้ ๆ ก็พวกชาร์ตของ
เอ็กเซลที่แสดงผลแบบแอนิเมชั่นนะครับที่ขนาดใหญ่ ๆ นั้นต้องการหน่วย
ความจำในการแสดงผลมากทีเดียวครับ การเพิ่มแรมบนการ์ดแสดงผลนั้น
เป็นการแก้ปัญหาที่มีราคาแพงเพราะต้อนทุนในการผลิตแรมที่มีราคาสูง ถือว่า
เป็นการสิ้นเปลือง การ์ดแบบ AGP ออกแบบมาเพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้โดยจะ
มีช่องทางที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ขึ้นอยู่กับบัสใด ๆ มีการจัดการเป็นของตน
เอง ช่องทางที่สร้างขึ้นนี้จะทำการติดต่อระหว่าง System Memory หรือแรม
ที่อยู่บนเมนบอร์ดติดต่อกับ Graphic Chip เพื่อเพิ่มความเร็วในการถ่ายข้อมูล
และดึงเอาส่วนที่ว่างของ System Memory มาใช้ในการประมวลผลของ
Texture ขนาดใหญ่ช่องทางนี้คือ AGP ทำให้ลดการใช้แรมจำนวนมากบนตัวการ์ด
การ์ดวีจีเอแบบ AGP คุณสมบัติของการ์ด AGP คือ DIME หรือ Direct Memory
Excecute การประมวลผลผ่านหน่วยความจำของระบบหรือแรมโดยตรง
เสมือนว่าเป็นหน่วยความจำของตนเอง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีแรมบนตัวการ์ดแสดงผล
ที่มากมาย
ความจำหลักนั้นจะส่งผลให้มีการส่งผ่านข้อมูลของการ์ดวีจีเอมี
ความรวดเร็วขึ้น การส่งผ่านข้อมูลของหน่วยความจำหลักจะขึ้น
กับชนิดของหน่วยความจำดังนี้ครับ
1. แบบ EDO DRAM.SDRAM จะได้ 528 MB/S
2. แบบ SDRAM PC100 จะได้ 800 MB/S
3. แบบ DRDRAM จะได้ 1.4 GB/S
ดังนั้นการที่จะได้ความเร็วของการส่งผ่านข้อมูลของ AGP กี่ X นั้น
ก็ต้องขึ้นกับชนิดของหน่วยความจำหลักด้วยครับ เช่น คุณใช้เมนบอร์ด
ที่รองรับ AGP4X แต่ใช้ SDram ก็ไม่ได้ใช้ความสามารถถึง 4X หรอกครับ
เพราะแรมมีความไวไม่ถึงครับ
เข้าใจเรื่องกี่ X ของ AGP
=================
เมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลพื้นผิว ข้อมูลพื้นผิวจะถูกอ่านจากอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเช่น
ฮาร์ดดิสก์หรือซีดีรอมเอาไปเก็บไว้ใน System Memory จากนั้น Graphic Chip
จะประมวลผล Texture จาก System Memory ผ่านทางพอร์ต AGP เมื่อได้ผลลัพธ์
แล้วจะส่งมายังบัฟเฟอร์ซึ่งก็คือ Local Video Memory เพื่อนำมาแปลงเป็นสัญญาณ
ภาพแสดงที่มอนิเตอร์อีกทีหนึ่ง
AGP มีความกว้างของบัสเท่ากับ 32 บิตเหมือนกับ PCI แต่แตกต่างตรงกับที่มันวิ่งที่
ความเร็วเท่ากับความเร็วของ FSB ซึ่งต่างกับ PCI ที่วิ่งด้วยความเร็วครึ่งหนึ่งของ FSB
หากเป็นบัสความไว 66 MHz. ก็จะปรับค่าสัดส่วน AGP เป็น 1/1 บนบัสความไว 100 MHz.
จะปรับค่าสัดส่วน AGP เป็น 2/3 ส่วนเมนบอร์ดรุ่นใหม่ที่ใช้บัว 133 MHz. ก็จะปรับค่า
สัดส่วน AGP เป็น 1/2 ทำให้การโอนถ่ายข้อมูลของ AGP มีมากกว่า PCI ถึง 2 เท่า นอก
จากนั้น AGP ยังสามารถส่งข้อมูลได้ถึง 2 ครั้งต่อ 1 รอบสัญญาณนาฬิกาโดยจะทำการส่ง
ข้อมูลทั้งขอบขาขึ้นและขาลงของสัญญาณนาฬิกา ทำให้มีการโอนถ่ายข้อมูลมากกว่า PCI
ถึง 4 เท่าหรือ ประมาณ 528 MB./s และเนื่องจาก AGP เป็นบัสแบบ pipeline ซึ่งทำให้
ชิพวีจีเอสามารถประมวลและโอนถ่ายข้อมูลข้อมูลเป็นได้อย่างเต็มที่ อีกทั้ง AGP ยังได้เพิ่มบัส
พิเศษอีก 8 เส้นเรียกว่า Sideband Addressing สำหรับให้ชิพวีจีเอประมวลผลคำสั่ง
พร้อมกับส่งข้อมูลผ่านทางเมนบัส 32 เส้นได้
เรื่องของ 2X และ 4X นะครับ
อ่านนะ เอามาเท่านี้ก่อนนะ
GA card แบบ AGP
===============
AGP ย่อมาจาก Accelerated Graphics Port พัฒนาโดย
Intel โดยอ้างอิงอยู่กับมาตรฐาน PCI 2.1 จึงมีแบนด์วิดท์อยู่ที่
66 MHz. จุดประสงค์ของ AGP ก็เพื่อเพิ่มความเร็วในการแสดง
ผลโดยเฉพาะกับวัตถุ 3 มิติและการทำพื้นผิวที่เรียกว่า texture
ทำให้การแสดงผลภาพวิดิโอที่ละเอียดและราบรื่นมากขึ้น
สำหรับการพัฒนา AGP โดยอินเทลเริ่มใช้ตั้งแต่ยุคของ Slot-1 และ
Pentium II ในปัจจุบันก็ยังมีใช้อยู่รวมทั้งบอร์ดของซ็อคเก็ต 7 ที่
เรียกว่า Super 7 ก็สนับสนุน AGP ด้วย AGP ยุคแรกเป็น AGP
แบบ 1X ต่อมา 2X และที่สูงสุดตอนนี้คือแบบ 4X ทีมีในเมนบอร์ด
ที่ใช้ชิพเซ็ตรุ่นใหม่ ๆ
การสร้างภาพ 3 มิติจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วนคือ การสร้างวัตถุ
3 มิติและการทำพื้นผิว โดยทั่วไปหน้าที่การสร้างวัตถุ 3 มิติจะเป็นหน้าที่
ของซีพียูเนื่องจากซีพียูสามารถคำนวณเลขทศนิยมได้จำนวนมาก ๆ ได้
ดีกว่าชิพแสดงผล ส่วนชิพแสดงผลที่อยู่ในการ์ดวีจีเอจะจัดการทางด้าน
การทำพื้นผิวและแสงเงาต่าง ๆ ถ้ายิ่งมีการใช้พื้นผิวขนาดใหญ่ จำนวนบิต
สีมาก ๆ แล้วจะต้องมีการโอนถ่ายข้อมุลจำนวนมากมายและต่อเนื่องเช่นเกมส์
ประเภท 3 มิติ การเล่นเกมส์ให้ได้ความเร็วสูง ๆ แอพพลิเคชั่นทางธุรกิจ
วิศวกรรมโยธา แอนิเมชั่นต่าง ๆ นี่ก็ต้องการแรมมมาก ๆ นะครับ อย่าคิดว่า
เราไม่ได้ทำงานพวกนั้นนะครับก็อาจจะเป็นการเรียนหรือเอามาศึกษาครับ
โปรแกรมที่ต้องการการประมวลผลที่ต้องการความเร็วนี่หากมีหน่วยความจำ
มาก ๆ นี่ก็จะช่วยให้ความสามารถทางด้าน 3 มิติดีและเร็วครับ ไม่ต้องมามัว
นั่งคอยทรมานอยู่นะครับ เช่น หากมีงานพรีเซนเตชั่นที่ต้องการให้เห็นสินค้า
หรืออุปกรณ์ที่ต้องการเห็นในหลายมุมมองหรือที่ใกล้ ๆ ก็พวกชาร์ตของ
เอ็กเซลที่แสดงผลแบบแอนิเมชั่นนะครับที่ขนาดใหญ่ ๆ นั้นต้องการหน่วย
ความจำในการแสดงผลมากทีเดียวครับ การเพิ่มแรมบนการ์ดแสดงผลนั้น
เป็นการแก้ปัญหาที่มีราคาแพงเพราะต้อนทุนในการผลิตแรมที่มีราคาสูง ถือว่า
เป็นการสิ้นเปลือง การ์ดแบบ AGP ออกแบบมาเพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้โดยจะ
มีช่องทางที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ขึ้นอยู่กับบัสใด ๆ มีการจัดการเป็นของตน
เอง ช่องทางที่สร้างขึ้นนี้จะทำการติดต่อระหว่าง System Memory หรือแรม
ที่อยู่บนเมนบอร์ดติดต่อกับ Graphic Chip เพื่อเพิ่มความเร็วในการถ่ายข้อมูล
และดึงเอาส่วนที่ว่างของ System Memory มาใช้ในการประมวลผลของ
Texture ขนาดใหญ่ช่องทางนี้คือ AGP ทำให้ลดการใช้แรมจำนวนมากบนตัวการ์ด
การ์ดวีจีเอแบบ AGP คุณสมบัติของการ์ด AGP คือ DIME หรือ Direct Memory
Excecute การประมวลผลผ่านหน่วยความจำของระบบหรือแรมโดยตรง
เสมือนว่าเป็นหน่วยความจำของตนเอง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีแรมบนตัวการ์ดแสดงผล
ที่มากมาย
ความจำหลักนั้นจะส่งผลให้มีการส่งผ่านข้อมูลของการ์ดวีจีเอมี
ความรวดเร็วขึ้น การส่งผ่านข้อมูลของหน่วยความจำหลักจะขึ้น
กับชนิดของหน่วยความจำดังนี้ครับ
1. แบบ EDO DRAM.SDRAM จะได้ 528 MB/S
2. แบบ SDRAM PC100 จะได้ 800 MB/S
3. แบบ DRDRAM จะได้ 1.4 GB/S
ดังนั้นการที่จะได้ความเร็วของการส่งผ่านข้อมูลของ AGP กี่ X นั้น
ก็ต้องขึ้นกับชนิดของหน่วยความจำหลักด้วยครับ เช่น คุณใช้เมนบอร์ด
ที่รองรับ AGP4X แต่ใช้ SDram ก็ไม่ได้ใช้ความสามารถถึง 4X หรอกครับ
เพราะแรมมีความไวไม่ถึงครับ
เข้าใจเรื่องกี่ X ของ AGP
=================
เมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลพื้นผิว ข้อมูลพื้นผิวจะถูกอ่านจากอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเช่น
ฮาร์ดดิสก์หรือซีดีรอมเอาไปเก็บไว้ใน System Memory จากนั้น Graphic Chip
จะประมวลผล Texture จาก System Memory ผ่านทางพอร์ต AGP เมื่อได้ผลลัพธ์
แล้วจะส่งมายังบัฟเฟอร์ซึ่งก็คือ Local Video Memory เพื่อนำมาแปลงเป็นสัญญาณ
ภาพแสดงที่มอนิเตอร์อีกทีหนึ่ง
AGP มีความกว้างของบัสเท่ากับ 32 บิตเหมือนกับ PCI แต่แตกต่างตรงกับที่มันวิ่งที่
ความเร็วเท่ากับความเร็วของ FSB ซึ่งต่างกับ PCI ที่วิ่งด้วยความเร็วครึ่งหนึ่งของ FSB
หากเป็นบัสความไว 66 MHz. ก็จะปรับค่าสัดส่วน AGP เป็น 1/1 บนบัสความไว 100 MHz.
จะปรับค่าสัดส่วน AGP เป็น 2/3 ส่วนเมนบอร์ดรุ่นใหม่ที่ใช้บัว 133 MHz. ก็จะปรับค่า
สัดส่วน AGP เป็น 1/2 ทำให้การโอนถ่ายข้อมูลของ AGP มีมากกว่า PCI ถึง 2 เท่า นอก
จากนั้น AGP ยังสามารถส่งข้อมูลได้ถึง 2 ครั้งต่อ 1 รอบสัญญาณนาฬิกาโดยจะทำการส่ง
ข้อมูลทั้งขอบขาขึ้นและขาลงของสัญญาณนาฬิกา ทำให้มีการโอนถ่ายข้อมูลมากกว่า PCI
ถึง 4 เท่าหรือ ประมาณ 528 MB./s และเนื่องจาก AGP เป็นบัสแบบ pipeline ซึ่งทำให้
ชิพวีจีเอสามารถประมวลและโอนถ่ายข้อมูลข้อมูลเป็นได้อย่างเต็มที่ อีกทั้ง AGP ยังได้เพิ่มบัส
พิเศษอีก 8 เส้นเรียกว่า Sideband Addressing สำหรับให้ชิพวีจีเอประมวลผลคำสั่ง
พร้อมกับส่งข้อมูลผ่านทางเมนบัส 32 เส้นได้
VGA Card หรือ Display Adapter
VGA Card หรือ Display Adapter
มีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณ digital ให้เป็นสัญญาณภาพ โดยมี Chip เป็นตัวหลักในการประมวลการแปลงสัญญาณ ส่วนภาพนั้น CPU เป็นผู้ประมวลผล แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีการประมวลผลภาพนั้น VGA card เป็นผู้ประมวลผลเองโดย Chip นั้นได้เปลี่ยนเป็น GPU (Grarphic Processing Unit) ซึ่งจะมีการประมวลภาพในตัว Card เองเลย เทคโนโลยีนี้เป็นที่แพร่หลายมากเนื่องจากราคาเริ่มปรับตัวต่ำลงมาจากเมื่อก่อนที่เทคโนโลยีนี้เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ โดย GPU ค่าย Nvidia เป็นผู้ริเริ่มการลุยตลาด
Card VGA-ISA
Card VGA-VESA
Card VGA-PCI
Card VGA-AGP
หลักการทำงานพื้นฐานของการ์ดแสดงผลจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผล เสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจร ในการเร่งความเร็วการแสดงผลภาพสามมิติ และมีหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร
หน่วยความจำ
การ์ดแสดงผลจะต้องมีหน่วยความจำที่เพียงพอในการใช้งาน เพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ได้รับมาจากซีพียู และสำหรับการ์ดแสดงผล บางรุ่น ก็สามารถประมวลผลได้ภายในตัวการ์ด โดยทำหน้าที่ในการ ประมวลผลภาพ แทนซีพียูไปเลย ช่วยให้ซีพียูมีเวลาว่ามากขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น
เมื่อได้รับข้อมูลจากซีพียูมาการ์ดแสดงผล ก็จะเก็บข้อมูลที่ได้รับมาไว้ในหน่วยความจำส่วนนี้นี่เอง ถ้าการ์ดแสดงผล มีหน่วยความจำมากๆ ก็จะรับข้อมูลมาจากซีพียูได้มากขึ้น ช่วยให้การแสดงผลบนจอภาพ มีความเร็วสูงขึ้น และหน่วยความจำที่มีความเร็วสูงก็ยิ่งดี เพราะจะมารถรับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ยิ่งถ้าข้อมูล ที่มาจากซีพียู มีขนาดใหญ่ ก็ยิ่งต้องใช้หน่วยความจำที่มีขนาดใหญ่ๆ เพื่อรองรับการทำงานได้โดยไม่เสียเวลา ข้อมูลที่มี ขนาดใหญ่ๆ นั่นก็คือข้อมูลของภาพ ที่มีสีและความละเอียดของภาพสูงๆ
ความละเอียดในการแสดงผล
การ์ดแสดงผลที่ดีจะต้องมีความสามารถในการแสดงผลในความละเอียดสูงๆ ได้เป็นอย่างดี ความละเอียดในการแสดงผลหรือ Resolution ก็คือจำนวนของจุดหรือพิเซล (Pixel) ที่การ์ดสามารถนำไป แสดงบนจอภาพได้ จำนวนจุดยิ่งมาก ก็ทำให้ภาพที่ได้ มีความคมชัดขึ้น ส่วนความละเอียดของสีก็คือ ความสามารถในการแสดงสี ได้ในหนึ่งจุด จุดที่พูดถึงนี้ก็คือ จุดที่ใช้ในการแสดงผล ในหน้าจอ เช่น โหมดความละเอียด 640x480 พิกเซล ก็จะมีจุดเรียงตามแนวนอน 640 จุด และจุดเรียงตามแนวตั้ง 480 จุด
โหมดความละเอียดที่เป็นมาตราฐานในการใช้งานปกติก็คือ 640x480 แต่การ์ดแสดงผลส่วนใหญ่ สามารถที่จะแสดงผลได้หลายๆ โหมด เช่น 800x600, 1024x768 และการ์ดที่มีประสิทธิภาพสูงก็จะ สามารถแสดงผลในความละเอียด 1280x1024 ส่วนความละเอียดสก็มี 16 สี, 256 สี, 65,535 สี และ 16 ล้านสีหรือมักจะเรียกกันว่า True color
อัตราการรีเฟรชหน้าจอ
การ์ดแสดงผลที่มีประสิทธิภาพ จะต้องมีอัตราการรีเฟรชหน้าจอได้หลายๆ อัตรา อัตราการรีเฟรชก็คือ จำนวนครั้งในการกวาดหน้าจอ ใหม่ในหนึ่งวินาที ถ้าหากว่าอัตรารีเฟรชต่ำ จะทำให้ภาพบนหน้าจอ มีการกระพริบ ทำให้ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ เกิดอาการล้า ของกล้ามเนื้อตา และอาจทำให้เกิดอันตราย กับดวงตาได้ อัตราการรีเฟรชในปัจจุบันอยู่ที่ 72 เฮิรตซ์ ถ้าใช้จอภาพขนาดใหญ่ อัตรารีเฟรชยิ่งต้องเพิ่มมากขึ้น อัตรารีเฟรชยิ่งมากก็ยิ่งดี
มีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณ digital ให้เป็นสัญญาณภาพ โดยมี Chip เป็นตัวหลักในการประมวลการแปลงสัญญาณ ส่วนภาพนั้น CPU เป็นผู้ประมวลผล แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีการประมวลผลภาพนั้น VGA card เป็นผู้ประมวลผลเองโดย Chip นั้นได้เปลี่ยนเป็น GPU (Grarphic Processing Unit) ซึ่งจะมีการประมวลภาพในตัว Card เองเลย เทคโนโลยีนี้เป็นที่แพร่หลายมากเนื่องจากราคาเริ่มปรับตัวต่ำลงมาจากเมื่อก่อนที่เทคโนโลยีนี้เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ โดย GPU ค่าย Nvidia เป็นผู้ริเริ่มการลุยตลาด
Card VGA-ISA
Card VGA-VESA
Card VGA-PCI
Card VGA-AGP
หลักการทำงานพื้นฐานของการ์ดแสดงผลจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผล เสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจร ในการเร่งความเร็วการแสดงผลภาพสามมิติ และมีหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร
หน่วยความจำ
การ์ดแสดงผลจะต้องมีหน่วยความจำที่เพียงพอในการใช้งาน เพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ได้รับมาจากซีพียู และสำหรับการ์ดแสดงผล บางรุ่น ก็สามารถประมวลผลได้ภายในตัวการ์ด โดยทำหน้าที่ในการ ประมวลผลภาพ แทนซีพียูไปเลย ช่วยให้ซีพียูมีเวลาว่ามากขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น
เมื่อได้รับข้อมูลจากซีพียูมาการ์ดแสดงผล ก็จะเก็บข้อมูลที่ได้รับมาไว้ในหน่วยความจำส่วนนี้นี่เอง ถ้าการ์ดแสดงผล มีหน่วยความจำมากๆ ก็จะรับข้อมูลมาจากซีพียูได้มากขึ้น ช่วยให้การแสดงผลบนจอภาพ มีความเร็วสูงขึ้น และหน่วยความจำที่มีความเร็วสูงก็ยิ่งดี เพราะจะมารถรับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ยิ่งถ้าข้อมูล ที่มาจากซีพียู มีขนาดใหญ่ ก็ยิ่งต้องใช้หน่วยความจำที่มีขนาดใหญ่ๆ เพื่อรองรับการทำงานได้โดยไม่เสียเวลา ข้อมูลที่มี ขนาดใหญ่ๆ นั่นก็คือข้อมูลของภาพ ที่มีสีและความละเอียดของภาพสูงๆ
ความละเอียดในการแสดงผล
การ์ดแสดงผลที่ดีจะต้องมีความสามารถในการแสดงผลในความละเอียดสูงๆ ได้เป็นอย่างดี ความละเอียดในการแสดงผลหรือ Resolution ก็คือจำนวนของจุดหรือพิเซล (Pixel) ที่การ์ดสามารถนำไป แสดงบนจอภาพได้ จำนวนจุดยิ่งมาก ก็ทำให้ภาพที่ได้ มีความคมชัดขึ้น ส่วนความละเอียดของสีก็คือ ความสามารถในการแสดงสี ได้ในหนึ่งจุด จุดที่พูดถึงนี้ก็คือ จุดที่ใช้ในการแสดงผล ในหน้าจอ เช่น โหมดความละเอียด 640x480 พิกเซล ก็จะมีจุดเรียงตามแนวนอน 640 จุด และจุดเรียงตามแนวตั้ง 480 จุด
โหมดความละเอียดที่เป็นมาตราฐานในการใช้งานปกติก็คือ 640x480 แต่การ์ดแสดงผลส่วนใหญ่ สามารถที่จะแสดงผลได้หลายๆ โหมด เช่น 800x600, 1024x768 และการ์ดที่มีประสิทธิภาพสูงก็จะ สามารถแสดงผลในความละเอียด 1280x1024 ส่วนความละเอียดสก็มี 16 สี, 256 สี, 65,535 สี และ 16 ล้านสีหรือมักจะเรียกกันว่า True color
อัตราการรีเฟรชหน้าจอ
การ์ดแสดงผลที่มีประสิทธิภาพ จะต้องมีอัตราการรีเฟรชหน้าจอได้หลายๆ อัตรา อัตราการรีเฟรชก็คือ จำนวนครั้งในการกวาดหน้าจอ ใหม่ในหนึ่งวินาที ถ้าหากว่าอัตรารีเฟรชต่ำ จะทำให้ภาพบนหน้าจอ มีการกระพริบ ทำให้ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ เกิดอาการล้า ของกล้ามเนื้อตา และอาจทำให้เกิดอันตราย กับดวงตาได้ อัตราการรีเฟรชในปัจจุบันอยู่ที่ 72 เฮิรตซ์ ถ้าใช้จอภาพขนาดใหญ่ อัตรารีเฟรชยิ่งต้องเพิ่มมากขึ้น อัตรารีเฟรชยิ่งมากก็ยิ่งดี
การต่ออินเตอร์เน็ต โดยใช้โมเด็ม 2 ตัวพร้อมกัน หรือ Multi Link PPP
การต่ออินเตอร์เน็ต โดยใช้โมเด็ม 2 ตัวพร้อมกัน หรือ Multi Link PPP
ในปัจจุบันนี้ การต่ออินเตอร์เน็ตโดยใช้ โมเด็ม ธรรมดาทั่วไป จะสามารถทำความเร็วของการรับข้อมูลได้ สูงสุดที่ 56Kbps ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มักจะได้ความเร็วที่ต่ำกว่านั้น เช่นอาจจะอยู่ที่ 40-50Kbps หากต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ต ที่เร็วมากกว่านี้ จะต้องเปลี่ยน รูปแบบของการต่อ อินเตอร์เน็ตใหม่ เช่นเปลี่ยนไปใช้ ISDN หรือ ADSL ซึ่งราคาค่าบริการ จะแพงกว่า การเชื่อมต่อผ่าน โมเด็มธรรมดาค่อนข้างมาก ถ้าหากท่านมี account ต่ออินเตอร์เน็ตที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Multi Link และมีโมเด็ม 2 ตัว มีคู่สายโทรศัพท์ 2 สาย มาลองทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ Multi Link ให้ได้ความเร็วเป็น 2 เท่าดีกว่าครับ
สิ่งแรกที่จะต้องมี ในการใช้งาน Multi Link คือ
1. Account สำหรับต่ออินเตอร์เน็ตที่รองรับ Multi Link หรือที่ connect ได้พร้อม ๆ กันหลายคนใน user เดียวกัน
2. โมเด็ม 2 ตัวติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะเป็นแบบ Internal หรือ External ก็ได้ทั้งนั้น
3. คู่สายโทรศัพท์ 2 เบอร์ สำหรับโมเด็ม 2 ตัวครับ
4. ระบบปฏิบัติการต้องเป็น Windows98 ขึ้นไป หรือ Windows95 ที่อัพเกรต Dial-Up Networking เป็นรุ่น 1.3โดยปกติแล้ว การซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตแบบรายชั่วโมง หากเป็นแบบที่รองรับ Multi Link PPP แล้ว ระบบมักจะทำการ นับชั่วโมงการใช้งานอินเตอร์เน็ต เพิ่มเป็น 2 เท่านะครับ
เริ่มต้นกับการเตรียมติดตั้งโมเด็ม และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมก่อน
ก่อนอื่น ก็ต้องทำการติดตั้งโมเด็ม 2 ตัวให้เรียบร้อยก่อน โดยดูวิธีการติดตั้งโมเด็มจากหน้า setup ก็ได้ โดยที่อาจจะตรวจสอบ การติดตั้งโมเด็ม 2 ตัวโดยการเข้าที่ Control Panel เลือกเข้าที่ Modem แล้วจะเห็นรายการโมเด็ม 2 ตัวตามภาพ
หลังจากที่ติดตั้งโมเด็มและลง driver ต่าง ๆ ของโมเด็มเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ ทำการตั้งค่าของ Dial-Up Networking ให้สามารถใช้งานแบบ Multi Link โดยเลือกเข้าที่ My Computer >> Dial-Up Networking
ถ้าหากยังไม่มีการตั้งค่าของ Connection ไว้ ต้องทำการเพิ่ม Connection เข้าไปก่อน (เหมือนกับการสร้าง Connection ทั่ว ๆ ไป) จากนั้น กดเมาส์ขวาที่ Connection ที่จะทำการตั้งให้เป็น Multi Link นั้น เลือกที่ Properties
ตรงช่อง Connect using จะเป็นการกำหนดว่า จะใช้โมเด็มตัวไหนในการต่ออินเตอร์เน็ต ให้เลือกที่ตัวใดตัวหนึ่งไปก่อนครับ จากนั้นกดที่ป้าย Multilink เพื่อกำหนดโมเด็มอีกตัว ให้ใช้งานได้
กดเลือกที่ Use additional device และกดปุ่ม Add... เพื่อเลือก โมเด็มอีกตัวให้เป็น Multilink
จะมีเมนู Edit Extra Device ให้ทำการเลือกใช้ โมเด็มที่เหลืออยู่อีกตัว แล้วกด ok และกำหนดเบอร์โทร ของโมเด็มตัวที่ 2 นี้ (ถ้าเป็นคนละเบอร์กับตัวแรก)
จะได้ตามภาพตัวอย่างครับ กด OK เป็นอันเสร็จขั้นตอนการตั้งค่า
การใช้งานและเชื่อมต่อโดยทำแบบ Multi Link
หลังจากที่ติดตั้งและตั้งค่าต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เริ่มต้นการเชื่อมต่อแบบ Multi Link โดยการเข้าผ่าน Connection แบบปกติ
การเชื่อมต่อ ก็ทำแบบปกติ เป็นการต่อโมเด็มตัวแรกก่อน (เหมือนกันต่อเน็ตธรรมดาทุกอย่าง)
รอจนกระทั่งการเชื่อมต่อผ่านโมเด็มตัวแรก เสร็จเรียบร้อย จากนั้น ให้กดดับเบิลคลิกที่ไอคอนของการเชื่อมต่อ (ที่ task bar ด้านล่างขวามือของจอ) กดที่ปุ่ม Details จะเห็นหน้าตาของ Connection ตามภาพ
รอสักพัก ระบบจะทำการต่อโมเด็มตัวที่ 2 ให้คุณเอง ถ้าหากการต่อโมเด็มตัวที่ 2 สำเร็จ ความเร็วที่แสดงด้านบน ก็จะเพิ่มตัวเลขขึ้นไปครับ แต่ถ้าหากการเชื่อมต่อไม่สำเร็จ ความเร็วที่จะเท่ากับการต่อแบบ โมเด็ม 1 ตัวธรรมดาในส่วนนี้ ผมเองยังไม่มี Account ที่ใช้งาน Multilink ได้จริง ก็เลยไม่มีภาพตัวอย่างของความเร็วที่จะได้มาแสดงครับโดยสรุป หากต้องการความเร็ว ของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เร็วขึ้น โดยยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนไปใช้พวก ISDN หรือ ADSL วิธีการต่อโมเด็มแบบนี้ อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการความเร็ว ในราคาประหยัดครับ
ในปัจจุบันนี้ การต่ออินเตอร์เน็ตโดยใช้ โมเด็ม ธรรมดาทั่วไป จะสามารถทำความเร็วของการรับข้อมูลได้ สูงสุดที่ 56Kbps ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มักจะได้ความเร็วที่ต่ำกว่านั้น เช่นอาจจะอยู่ที่ 40-50Kbps หากต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ต ที่เร็วมากกว่านี้ จะต้องเปลี่ยน รูปแบบของการต่อ อินเตอร์เน็ตใหม่ เช่นเปลี่ยนไปใช้ ISDN หรือ ADSL ซึ่งราคาค่าบริการ จะแพงกว่า การเชื่อมต่อผ่าน โมเด็มธรรมดาค่อนข้างมาก ถ้าหากท่านมี account ต่ออินเตอร์เน็ตที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Multi Link และมีโมเด็ม 2 ตัว มีคู่สายโทรศัพท์ 2 สาย มาลองทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ Multi Link ให้ได้ความเร็วเป็น 2 เท่าดีกว่าครับ
สิ่งแรกที่จะต้องมี ในการใช้งาน Multi Link คือ
1. Account สำหรับต่ออินเตอร์เน็ตที่รองรับ Multi Link หรือที่ connect ได้พร้อม ๆ กันหลายคนใน user เดียวกัน
2. โมเด็ม 2 ตัวติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะเป็นแบบ Internal หรือ External ก็ได้ทั้งนั้น
3. คู่สายโทรศัพท์ 2 เบอร์ สำหรับโมเด็ม 2 ตัวครับ
4. ระบบปฏิบัติการต้องเป็น Windows98 ขึ้นไป หรือ Windows95 ที่อัพเกรต Dial-Up Networking เป็นรุ่น 1.3โดยปกติแล้ว การซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตแบบรายชั่วโมง หากเป็นแบบที่รองรับ Multi Link PPP แล้ว ระบบมักจะทำการ นับชั่วโมงการใช้งานอินเตอร์เน็ต เพิ่มเป็น 2 เท่านะครับ
เริ่มต้นกับการเตรียมติดตั้งโมเด็ม และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมก่อน
ก่อนอื่น ก็ต้องทำการติดตั้งโมเด็ม 2 ตัวให้เรียบร้อยก่อน โดยดูวิธีการติดตั้งโมเด็มจากหน้า setup ก็ได้ โดยที่อาจจะตรวจสอบ การติดตั้งโมเด็ม 2 ตัวโดยการเข้าที่ Control Panel เลือกเข้าที่ Modem แล้วจะเห็นรายการโมเด็ม 2 ตัวตามภาพ
หลังจากที่ติดตั้งโมเด็มและลง driver ต่าง ๆ ของโมเด็มเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ ทำการตั้งค่าของ Dial-Up Networking ให้สามารถใช้งานแบบ Multi Link โดยเลือกเข้าที่ My Computer >> Dial-Up Networking
ถ้าหากยังไม่มีการตั้งค่าของ Connection ไว้ ต้องทำการเพิ่ม Connection เข้าไปก่อน (เหมือนกับการสร้าง Connection ทั่ว ๆ ไป) จากนั้น กดเมาส์ขวาที่ Connection ที่จะทำการตั้งให้เป็น Multi Link นั้น เลือกที่ Properties
ตรงช่อง Connect using จะเป็นการกำหนดว่า จะใช้โมเด็มตัวไหนในการต่ออินเตอร์เน็ต ให้เลือกที่ตัวใดตัวหนึ่งไปก่อนครับ จากนั้นกดที่ป้าย Multilink เพื่อกำหนดโมเด็มอีกตัว ให้ใช้งานได้
กดเลือกที่ Use additional device และกดปุ่ม Add... เพื่อเลือก โมเด็มอีกตัวให้เป็น Multilink
จะมีเมนู Edit Extra Device ให้ทำการเลือกใช้ โมเด็มที่เหลืออยู่อีกตัว แล้วกด ok และกำหนดเบอร์โทร ของโมเด็มตัวที่ 2 นี้ (ถ้าเป็นคนละเบอร์กับตัวแรก)
จะได้ตามภาพตัวอย่างครับ กด OK เป็นอันเสร็จขั้นตอนการตั้งค่า
การใช้งานและเชื่อมต่อโดยทำแบบ Multi Link
หลังจากที่ติดตั้งและตั้งค่าต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เริ่มต้นการเชื่อมต่อแบบ Multi Link โดยการเข้าผ่าน Connection แบบปกติ
การเชื่อมต่อ ก็ทำแบบปกติ เป็นการต่อโมเด็มตัวแรกก่อน (เหมือนกันต่อเน็ตธรรมดาทุกอย่าง)
รอจนกระทั่งการเชื่อมต่อผ่านโมเด็มตัวแรก เสร็จเรียบร้อย จากนั้น ให้กดดับเบิลคลิกที่ไอคอนของการเชื่อมต่อ (ที่ task bar ด้านล่างขวามือของจอ) กดที่ปุ่ม Details จะเห็นหน้าตาของ Connection ตามภาพ
รอสักพัก ระบบจะทำการต่อโมเด็มตัวที่ 2 ให้คุณเอง ถ้าหากการต่อโมเด็มตัวที่ 2 สำเร็จ ความเร็วที่แสดงด้านบน ก็จะเพิ่มตัวเลขขึ้นไปครับ แต่ถ้าหากการเชื่อมต่อไม่สำเร็จ ความเร็วที่จะเท่ากับการต่อแบบ โมเด็ม 1 ตัวธรรมดาในส่วนนี้ ผมเองยังไม่มี Account ที่ใช้งาน Multilink ได้จริง ก็เลยไม่มีภาพตัวอย่างของความเร็วที่จะได้มาแสดงครับโดยสรุป หากต้องการความเร็ว ของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เร็วขึ้น โดยยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนไปใช้พวก ISDN หรือ ADSL วิธีการต่อโมเด็มแบบนี้ อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการความเร็ว ในราคาประหยัดครับ
Naviscope โปรแกรมเพิ่มความเร็วอินเตอร์เน็ตโดยการกำจัดการแสดงป้ายโฆษณาออกไป
Naviscope โปรแกรมเพิ่มความเร็วอินเตอร์เน็ตโดยการกำจัดการแสดงป้ายโฆษณาออกไป
อีกหนึ่งวิธีการเพิ่มความเร็วของการเล่นอินเตอร์เน็ต ก็คือการเลือกโหลดและแสดงภาพต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ ที่เราได้เข้าไปชม โดยทำการเลือกแสดง เฉพาะภาพที่จำเป็นเท่านั้น ในส่วนของภาพที่เป็นป้ายโฆษณาต่าง ๆ หากเราสามารถ ปิดหรือยกเลิก ป้ายโฆษณาต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ให้มีการ ดาวน์โหลดและแสดง บนหน้าเว็บเพจที่กำลังชมอยู่นั้น ก็ช่วยทำให้เรา ไม่ต้องเสียเวลา รอการโหลดภาพ เหล่านั้นมาแสดง โปรแกรมที่จะมาช่วยงานนี้คือ โปรแกรม naviscope ที่สามารถทำการ ปิดแบนเนอร์ ที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ ไม่ให้แสดงบนหน้าเว็บ จึงเป็นการช่วยเพิ่มความเร็ว ของการเล่น อินเตอร์เน็ตได้อีกวิธีหนึ่งโปรแกรม naviscope นี้เป็นฟรีแวร์ สามารถหาดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากหน้า download ของเว็บไซต์ http://www.naviscope.com โดยเข้าไปและใส่อีเมล์ของเรา จากนั้นก็ทำการดาวน์โหลดมาเก็บไว้ใช้งานได้เลย หลังจากที่ทำการดาวน์โหลดได้แล้ว มาดูตัวอย่างการติดตั้ง และวิธีการตั้งค่าต่าง ๆ ของโปรแกรม naviscope กัน
เริ่มต้นหลังจากที่ทำการดาวน์โหลดมาแล้ว ก็ทำการติดตั้งโปรแกรมก่อน โดยการดับเบิลคลิกที่ไฟล์สำหรับการติดตั้ง
วิธีการติดตั้ง เริ่มต้น จะเป็นตามตัวอย่างดังภาพด้านบนนี้ ตรงนี้จะขอไม่แสดงรายละเอียด ในการติดตั้งแต่ละขั้นตอนนะครับ เพราะว่าไม่มีอะไรมาก คือหลังจากสั่งติดตั้งแล้ว ให้กดที่ปุ่ม Yes หรือ OK หรือ Next ไปเรื่อย ๆ จนเสร็จขั้นตอนเท่านั้นเอง ซึ่งเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว จะได้ภาพตัวอย่างโปรแกรมดังนี้
ส่วนของ Toolbar จะแสดงรายละเอียดของสถานะต่าง ๆ
ส่วนของ setup จะเป็นการกำหนดต่าต่าง ๆ ของโปรแกรม
การตั้งค่าต่าง ๆ ของโปรแกรม naviscope
ต่อไปเป็นการตั้งค่าต่าง ๆ หลังจากที่ได้ทำการติดตั้งตัวโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว เริ่มต้นจาก เลือกที่เมนู Configure จากหน้าต่าง setup ตามภาพด้านบนนี้ จะได้หน้าต่างของ Naviscope - Setup ตามภาพต่อไปนี้
ในส่วนของการตั้งค่าต่าง ๆ ขอแนะนำให้ใช้ตามที่โปรแกรมเลือกมาให้อยู่แล้ว ยกเว้นว่าต้องการเลือกตามที่เราต้องการ ขอแนะนำเฉพาะค่าที่น่าจะเข้าไปตั้งใหม่ดังนี้
เลือกกดที่ป้าย Ad Blocking ซึ่งตรงนี้จะเป็นการเลือกชนิดของการ block ป้ายโฆษณา โดยกำหนดรูปแบบที่ต้องการดังนี้
· (nothing) คือกำหนดให้ส่วนที่เป็น ป้ายโฆษณา ไม่ต้อง· มีการแสดง· อะไรตรง· นั้นเลย
· (AD) คือกำหนดให้แสดง· ตัวอักษรคำว่า AD แทนส่วนที่เป็น ป้ายโฆษณา
· The ad's description คือกำหนดให้แสดง· คำอธิบายของ· โฆษณานั้นแทนภาพ
· A box that load... คือกำหนดให้แสดง· ป้ายโฆษณา เมื่อเอาเมาส์ไปวาง· ไว้ตรง· ตำแหน่ง· นั้น
ถัดลง· ไปจะเป็นช่อง· สำหรับใส่ค่าหน่วง· เวลา เมื่อเอาเมาศืไปวาง· และถัดไปเป็นการกำหนดขนาดและชนิดตัวอักษรครับ
ในส่วนตรงการกำหนดค่าของวิธีการแสดงโฆษณานี้ ความเห็นส่วนตัวของผม หากไม่กลัวเสียโอกาสในการชมโฆษณาต่าง ๆ ก็น่าจะเลือกให้เป็น (nothing) ไปเลยครับ เพราะว่าจะดูง่าย ๆ และสบายตาดี
ถัดไปให้กดเลือกที่ป้าย MTU/RWIN เพื่อกำหนดการปรับแต่งค่าของโมเด็ม ที่อาจจะช่วยเพิ่มความเร็วได้อีกนิดหน่อย
วิธีการเลือกก็ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก กดเลือกที่ Optimize MTU/RWIN ไปเลยครับ จากนั้นก็กดปุ่ม OK ครับ
การกำหนด Blocl & Filter เพิ่มเติม
หากใช้งานโปรแกรมนี้ไปแล้ว ยังรู้สึกว่า มีการแสดงป้ายโฆษณา ของบางเว็บไซต์มีอยู่ เราสามารถทำการเพิ่ม keyword ของป้ายโฆษณานั้น ๆ เพิ่มเข้าไป เพื่อให้โปรแกรมรู้จักและ ทำการปิดป้ายโฆษณานั้น ทิ้งออกไปได้ โดยการเลือก กดเมาส์ขวา ที่ไอคอนของโปรแกรมบน taskbar ด้านล่างขวามือ และเลือกที่เมนู Blocking.. ครับ
ตรงเมนูของการเลือก Block & Filter เราสามารถกำหนดชนิดและวิธีของการกำจัดป้ายโฆษณาต่าง ๆ ได้ ผมขอแนะนำให้ทดลองเลือกดู ตามตัวอย่างด้านบนนี้ครับ จากนั้น หากต้องการเพิ่มคำ หรือ keyword ของป้ายโฆษณา เพื่อให้โปรแกรมรู้จักและ ทำการปิดป้ายนั้น ๆ ได้ ให้กดที่ปุ่ม Ad Keywords ก่อน จะมีเมนูด้านล่างต่อท้ายเพิ่มขึ้นมา ให้ทำการใส่ คำ หรือ ad keywords ลงไป อาจจะเป็น URL หรือชื่อเว็บไซต์ ของป้ายโฆษณาที่ต้องการปิดก็ได้ จากนั้นกดที่ปุ่ม Add ก็เป็นอันเสร็จครับ กดปิดเมนูหน้านี้ได้เลย
ในส่วนของ Toolbar เมนูด้านบน หากไม่ต้องการให้โปรแกรมแสดงเมนู Toolbar ค้างไว้ก็สามารถปิดได้ดังนี้
โดยการกดเมาส์ขวาที่ Toolbar และเลือกที่เมนู Disable Toolbar ครับ และถ้าหากต้องการยกเลิกการทำงานชั่วคราว ก็สามารถทำได้ โดยการกด เมาส์ขวา ที่ taskbar menu ด้านล่างขวามือ
หากต้องการยกเลิกการทำงานชั่วคราว ก็เลือกที่เมนู Disable ครับ
สรุปโดยรวมแล้ว นับว่า naviscope เป็นโปรแกรม ที่ทำหน้าที่ป้องกันและ กำจัดป้ายโฆษณาต่าง ๆ ได้ดีโปรแกรมหนึ่ง ที่เมื่อทดลองใช้งานดู พบว่า มีส่วนช่วยทำให้การเล่นอินเตอร์เน็ต มีความเร็วมากชึ้นและลดความรำคาญ ที่ต้องไปคอยปิดหน้าต่าง ที่บางเว็บทำเป็น popup เปิดหน้าต่างใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ดี น่าพอใจมากเลยครับ
อีกหนึ่งวิธีการเพิ่มความเร็วของการเล่นอินเตอร์เน็ต ก็คือการเลือกโหลดและแสดงภาพต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ ที่เราได้เข้าไปชม โดยทำการเลือกแสดง เฉพาะภาพที่จำเป็นเท่านั้น ในส่วนของภาพที่เป็นป้ายโฆษณาต่าง ๆ หากเราสามารถ ปิดหรือยกเลิก ป้ายโฆษณาต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ให้มีการ ดาวน์โหลดและแสดง บนหน้าเว็บเพจที่กำลังชมอยู่นั้น ก็ช่วยทำให้เรา ไม่ต้องเสียเวลา รอการโหลดภาพ เหล่านั้นมาแสดง โปรแกรมที่จะมาช่วยงานนี้คือ โปรแกรม naviscope ที่สามารถทำการ ปิดแบนเนอร์ ที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ ไม่ให้แสดงบนหน้าเว็บ จึงเป็นการช่วยเพิ่มความเร็ว ของการเล่น อินเตอร์เน็ตได้อีกวิธีหนึ่งโปรแกรม naviscope นี้เป็นฟรีแวร์ สามารถหาดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากหน้า download ของเว็บไซต์ http://www.naviscope.com โดยเข้าไปและใส่อีเมล์ของเรา จากนั้นก็ทำการดาวน์โหลดมาเก็บไว้ใช้งานได้เลย หลังจากที่ทำการดาวน์โหลดได้แล้ว มาดูตัวอย่างการติดตั้ง และวิธีการตั้งค่าต่าง ๆ ของโปรแกรม naviscope กัน
เริ่มต้นหลังจากที่ทำการดาวน์โหลดมาแล้ว ก็ทำการติดตั้งโปรแกรมก่อน โดยการดับเบิลคลิกที่ไฟล์สำหรับการติดตั้ง
วิธีการติดตั้ง เริ่มต้น จะเป็นตามตัวอย่างดังภาพด้านบนนี้ ตรงนี้จะขอไม่แสดงรายละเอียด ในการติดตั้งแต่ละขั้นตอนนะครับ เพราะว่าไม่มีอะไรมาก คือหลังจากสั่งติดตั้งแล้ว ให้กดที่ปุ่ม Yes หรือ OK หรือ Next ไปเรื่อย ๆ จนเสร็จขั้นตอนเท่านั้นเอง ซึ่งเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว จะได้ภาพตัวอย่างโปรแกรมดังนี้
ส่วนของ Toolbar จะแสดงรายละเอียดของสถานะต่าง ๆ
ส่วนของ setup จะเป็นการกำหนดต่าต่าง ๆ ของโปรแกรม
การตั้งค่าต่าง ๆ ของโปรแกรม naviscope
ต่อไปเป็นการตั้งค่าต่าง ๆ หลังจากที่ได้ทำการติดตั้งตัวโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว เริ่มต้นจาก เลือกที่เมนู Configure จากหน้าต่าง setup ตามภาพด้านบนนี้ จะได้หน้าต่างของ Naviscope - Setup ตามภาพต่อไปนี้
ในส่วนของการตั้งค่าต่าง ๆ ขอแนะนำให้ใช้ตามที่โปรแกรมเลือกมาให้อยู่แล้ว ยกเว้นว่าต้องการเลือกตามที่เราต้องการ ขอแนะนำเฉพาะค่าที่น่าจะเข้าไปตั้งใหม่ดังนี้
เลือกกดที่ป้าย Ad Blocking ซึ่งตรงนี้จะเป็นการเลือกชนิดของการ block ป้ายโฆษณา โดยกำหนดรูปแบบที่ต้องการดังนี้
· (nothing) คือกำหนดให้ส่วนที่เป็น ป้ายโฆษณา ไม่ต้อง· มีการแสดง· อะไรตรง· นั้นเลย
· (AD) คือกำหนดให้แสดง· ตัวอักษรคำว่า AD แทนส่วนที่เป็น ป้ายโฆษณา
· The ad's description คือกำหนดให้แสดง· คำอธิบายของ· โฆษณานั้นแทนภาพ
· A box that load... คือกำหนดให้แสดง· ป้ายโฆษณา เมื่อเอาเมาส์ไปวาง· ไว้ตรง· ตำแหน่ง· นั้น
ถัดลง· ไปจะเป็นช่อง· สำหรับใส่ค่าหน่วง· เวลา เมื่อเอาเมาศืไปวาง· และถัดไปเป็นการกำหนดขนาดและชนิดตัวอักษรครับ
ในส่วนตรงการกำหนดค่าของวิธีการแสดงโฆษณานี้ ความเห็นส่วนตัวของผม หากไม่กลัวเสียโอกาสในการชมโฆษณาต่าง ๆ ก็น่าจะเลือกให้เป็น (nothing) ไปเลยครับ เพราะว่าจะดูง่าย ๆ และสบายตาดี
ถัดไปให้กดเลือกที่ป้าย MTU/RWIN เพื่อกำหนดการปรับแต่งค่าของโมเด็ม ที่อาจจะช่วยเพิ่มความเร็วได้อีกนิดหน่อย
วิธีการเลือกก็ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก กดเลือกที่ Optimize MTU/RWIN ไปเลยครับ จากนั้นก็กดปุ่ม OK ครับ
การกำหนด Blocl & Filter เพิ่มเติม
หากใช้งานโปรแกรมนี้ไปแล้ว ยังรู้สึกว่า มีการแสดงป้ายโฆษณา ของบางเว็บไซต์มีอยู่ เราสามารถทำการเพิ่ม keyword ของป้ายโฆษณานั้น ๆ เพิ่มเข้าไป เพื่อให้โปรแกรมรู้จักและ ทำการปิดป้ายโฆษณานั้น ทิ้งออกไปได้ โดยการเลือก กดเมาส์ขวา ที่ไอคอนของโปรแกรมบน taskbar ด้านล่างขวามือ และเลือกที่เมนู Blocking.. ครับ
ตรงเมนูของการเลือก Block & Filter เราสามารถกำหนดชนิดและวิธีของการกำจัดป้ายโฆษณาต่าง ๆ ได้ ผมขอแนะนำให้ทดลองเลือกดู ตามตัวอย่างด้านบนนี้ครับ จากนั้น หากต้องการเพิ่มคำ หรือ keyword ของป้ายโฆษณา เพื่อให้โปรแกรมรู้จักและ ทำการปิดป้ายนั้น ๆ ได้ ให้กดที่ปุ่ม Ad Keywords ก่อน จะมีเมนูด้านล่างต่อท้ายเพิ่มขึ้นมา ให้ทำการใส่ คำ หรือ ad keywords ลงไป อาจจะเป็น URL หรือชื่อเว็บไซต์ ของป้ายโฆษณาที่ต้องการปิดก็ได้ จากนั้นกดที่ปุ่ม Add ก็เป็นอันเสร็จครับ กดปิดเมนูหน้านี้ได้เลย
ในส่วนของ Toolbar เมนูด้านบน หากไม่ต้องการให้โปรแกรมแสดงเมนู Toolbar ค้างไว้ก็สามารถปิดได้ดังนี้
โดยการกดเมาส์ขวาที่ Toolbar และเลือกที่เมนู Disable Toolbar ครับ และถ้าหากต้องการยกเลิกการทำงานชั่วคราว ก็สามารถทำได้ โดยการกด เมาส์ขวา ที่ taskbar menu ด้านล่างขวามือ
หากต้องการยกเลิกการทำงานชั่วคราว ก็เลือกที่เมนู Disable ครับ
สรุปโดยรวมแล้ว นับว่า naviscope เป็นโปรแกรม ที่ทำหน้าที่ป้องกันและ กำจัดป้ายโฆษณาต่าง ๆ ได้ดีโปรแกรมหนึ่ง ที่เมื่อทดลองใช้งานดู พบว่า มีส่วนช่วยทำให้การเล่นอินเตอร์เน็ต มีความเร็วมากชึ้นและลดความรำคาญ ที่ต้องไปคอยปิดหน้าต่าง ที่บางเว็บทำเป็น popup เปิดหน้าต่างใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ดี น่าพอใจมากเลยครับ
การตั้งใช้ Virtual Memory หรือ Swap File ให้กับระบบของ Windows
การตั้งใช้ Virtual Memory หรือ Swap File ให้กับระบบของ Windows
มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Virtual Memory คืออะไร ขออธิบายแบบง่าย ๆ นะครับ ลองนึกภาพว่า หากเรามีหน่วยความจำหรือ RAM ใส่อยู่ในครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่ง เช่น 32MB. เมื่อใช้งาน Windows จริง ๆ แล้วการทำงานอง Windows หรือระบบซอฟต์แวร์ จะต้องทำการโหลดข้อมูลทุก ๆ อย่างไปเก็บไว้ในหน่วยความจำหรือ RAM ก่อนแล้วซีพียูจึงจะทำการ ประมวลผลจากข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วเฉพาะ Windows อย่างเดียวก็กินพื้นที่ของ RAM ไปมากพอแล้ว นอกจากนั้น ยังต้องมีพื้นที่สำหรับการเก็บข้อมูล และรับโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ อื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น RAM ขนาด 32MB. ย่อมไม่พอใช้งานแน่นอน แต่ใน Windows ก็มีระบบการจัดการกับ RAM ที่มีจำนวนน้อยนิดนี้ได้ โดยจะทำการเขียนข้อมูลต่าง ๆ ที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้งานในขณะนั้น ลงเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ชั่วคราวก่อน เมื่อต้องการใช้งานข้อมูลในส่วนนี้ จึงจะทำการอ่าน ขึ้นมาใช้งาน โดยจะทำการอ่านและเขียนแบบนี้สลับกันไปตามความต้องการใช้งานของข้อมูล เราเรียกการทำงานแบบนี้ว่าการทำ Swap File ซึ่งจะทำให้เราสามารถรันซอฟต์แวร์ที่มีขนาดใหญ่ ๆ หรือรันซอฟต์แวร์พร้อม ๆ กันหลาย ๆ ตัวได้
ในระบบ Windows ที่ทำการติดตั้งแบบมาตราฐานทั่ว ๆ ไป การตั้งค่าจำนวนของฮาร์ดดิสก์ ที่จะสำรองไว้สำหรับทำ Swap File นี้จะถูกจัดการโดย Windows ซึ่งจะทำการปรับเปลี่ยนขนาดของ Swap File อัตโนมัติตามขนาดของหน่วยความจำหรือ จำนวนพื้นที่ ที่ต้องการรันซอฟต์แวร์ในขณะนั้น นอกจากนี้ เรายังสามารถทำการกำหนดขนาดของ Swap File ที่ว่านี้ให้มีขนาดคงที่จำนวนหนึ่งได้ด้วย โดยหากทำการกำหนดขนาดของ Swap File ให้คงที่แล้ว Windows ก็จะใช้งานไฟล์ในขนาดที่ได้ทำการกำหนดไว้แล้วเท่านั้น
ข้อเปรียบเทียบการกำหนด Swap File ทั้ง 2 แบบ
การกำหนด Swap File โดยอัตโนมัติจาก Windows
1. ไฟล์จะมีขนาดเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ทำให้ Windows สามารถใช้งานพื้นที่ทั้งหมดของฮาร์ดดิสก์มาเป็น Swap File ได้
2. เมื่อไฟล์มีการปรับเปลี่ยนขนาดอยู่ตลอดเวลา จะทำให้การจัดเรียงข้อมูลของไฟล์บนฮาร์ดดิสก์กระจัดกระจาย ไม่ต่อเนื่อง
3. การอ่านและเขียนข้อมูลของ Swap File จะทำได้ช้าลง เพราะไฟล์มีการกระจายมากขึ้น
การกำหนด Swap File ให้มีค่าคงที่
1. ไฟล์จะมีขนาดคงที่ ทำให้เรากำหนดและคำนวนการใช้งานฮาร์ดดิสก์ที่เหลือได้
2. ข้อมูลของไฟล์จะไม่กระจายมากนัก เพราะจะใช้พื้นที่เดิม ๆ ที่ได้กำหนดขนาดไว้แล้วในการเก็บข้อมูล
3. การอ่านและเขียนข้อมูลของ Swap File จะเร็วขึ้นเพราะไฟล์มีการกระจายน้อยลง
วิธีการตั้ง Swap File หรือ Virtual Memory
วิธีการตั้งการใช้งาน Virtual Memory ทำได้โดย เริ่มต้นจากการเรียก Control Panel โดยกดเลือกที่ Start menu >> Settings และเลือกที่ Control Panel เลือกที่เมนูของ System คลิกที่ป้าย Performance เลือกที่ Virtual Memory จะได้หน้าตาดังรูป
ที่เมนูของ Virtual Memory มีความหมายดังนี้
Let Windows manage... เลือกตรงนี้ถ้าต้องการให้ Windows จัดการ virtual memory อัตโนมัติ
Let me specify my own... เลือกที่นี่ ถ้าต้องการกำหนดขนาดของ virtual memory เป็นค่าคงที่เอง
Hard disk เลือกฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการทำ Virtual Memory หรือ Swap File
Mimimun กำหนดขนาดต่ำสุดของ Swap File
Maximum กำหนดขนาดสูงสุดของ Swap File
Disable virtual memory คือการกำหนดให้ไม่ใช้ virtual memory (จะใช้ RAM จริง ๆ เท่านั้น)
หลักการกำหนดขนาดของ virtual memory ควรจะกำหนดให้ minimum และ maximum มีขนาดเท่ากันนะครับ เพื่อให้ Swap File มีขนาดคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยขนาดที่แนะนำให้ใช้คือ ถ้าเครื่องมีแรมอยู่น้อยกว่า 64M ควรใส่เป็น 128 แต่ถ้าเครื่องมีแรม 128M หรือมากกว่านี้ ควรใส่เป็น 256 โดยประมาณนะครับ และนอกจากนี้ ควรเลือก ฮาร์ดดิสก์ ตัวที่มีความเร็วมากที่สุด สำหรับทำ Swap File เพื่อเพิ่มความเร็วในการใช้งาน Windows หลังจากที่ใส่ค่าตามต้องการแล้วก็กด OK จะมีเมนูยืนยันการเลือกอีกครั้งก็กด Yes และเมื่อปิดหน้าจอของการเลือก Windows จะต้องทำการ Restart ใหม่ครั้งหนึ่ง การตั้งค่าต่าง ๆ จึงจะมีผล
เราสามารถดูขนาดของ Swap File ได้โดยที่เมื่อกำหนดแล้ว โดยจะเห็นเป็นไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ชื่อ Win386.swp ซึ่งหากลบทิ้งไป Windows ก็จะทำการสร้างขึ้นมาใหม่โดยอัตโนมัติ
ข้อแนะนำเพิ่มเติมของการทำ Virtual Memory
การตั้ง Virtual Memory คือการจำลองพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ มาใช้งานแทน RAM ดังนั้นถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุด จะต้องหาทางทำให้พื้นที่ ที่กำหนดให้เป็น Swap File เป็นพื้นที่ที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ตัวที่มีการอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วที่สุด มาดูหลักการต่าง ๆ ของการกำหนดใช้ virtual memory ที่ถูกต้องว่ามีอะไรบ้าง
พื้นที่ส่วนไหนของฮาร์ดดิสก์ที่มีการอ่านเขียนได้เร็วที่สุด
ลองนึกภาพฮาร์ดดิสก์ 1 ตัวที่มีจานดิสก์เป็นรูปวงกลมหมุนอยู่ด้วยความเร็วสูง และมีหัวอ่าน ที่เคลี่อนย้ายไปมาเพื่ออ่าน หรือเขียนข้อมูล จะเห็นได้ว่าในการหมุนของจานดิสก์ 1 รอบ พื้นที่ข้อมูลที่อยู่รอบนอกสุด จะสามารถอ่านได้จำนวนมากกว่าพื้นที่ ที่อยู่ด้านในของจานฮาร์ดดิสก์ ดังนั้น หากเราสามารถกำหนดให้ Swap File อยู่ในส่วนของพื้นที่นอกสุดได้มากเท่าไร อัตราการอ่านเขียนข้อมูลก็จะทำได้เร็วมากขึ้น ในการแบ่งฮาร์ดดิสก์ให้มีหลาย ๆ พาร์ติชัน การใช้งานพื้นที่ของพาร์ติชันแรก จะอยู่นอกสุด และพาร์ติชันถัดไป จะใช้พื้นที่ส่วนที่อยู่รอบใน ถัดเข้ามาเรื่อย ๆ
กรณีที่มีฮาร์ดดิสก์ 2 ตัว
หากใครมีฮาร์ดดิสก์ต่ออยู่ 2 ตัว ก็เป็นไปได้ที่จะกำหนดให้ใช้พื้นที่ส่วนนอกสุด ของฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 2 มาทำเป็น Virtual Memory เพราะว่าจะเป็นส่วนสามารถอ่านเขียนข้อมูลที่เร็วที่สุด ทั้งนี้จะใช้ได้ในกรณีที่ฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ตัวมีความเร็วพอ ๆ กันด้วย ถ้าหากฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 2 เป็นฮาร์ดดิสก์เก่าหรือมีความเร็วช้ากว่าตัวแรก ก็แนะนำให้ไปทำในฮาร์ดดิสก์ตัวแรกดีกว่า
จะแบ่งพาร์ติชัน สำหรับทำ virtual memory ต่างหากไปเลย
บางคนบอกว่า ถ้าอย่างนั้นจัดการแบ่งพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ให้เป็นหลาย ๆ พาร์ติชันและตั้งให้ทำ Virtual Memory หรือ Swap File ในพาร์ติชันที่แบ่งไว้โดยเฉพาะไปเลยจะดีไหม ก่อนอื่นต้องมาดูกันก่อนนะครับ ว่าการแบ่งพาร์ติชันนั้น ในพาร์ติชันแรก จะใช้พื้นที่นอกสุดของฮาร์ดดิสก์ และพาร์ติชันถัดไป ก็จะใช้พื้นที่ในส่วนรอบในของจานฮาร์ดดิสก์ เข้าไปเรื่อย ๆ ดังนั้นสรุปว่า พาร์ติชันแรกสุดของฮาร์ดดิสก์ จะมีอัตราการอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วที่สุด หากจะแบ่งพาร์ติชันสำหรับทำ Swap File ในพาร์ติชันแรก ก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องครับ แต่ถ้าหากคิดจะแบ่งพาร์ติชัน และเก็บการทำ Swap File ไปไว้ในพาร์ติชันถัดไป อันนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะความเร็วการอ่านเขียนข้อมูลของพาร์ติชันถัดไปนี้ จะช้ากว่าการอ่านเขียนข้อมูลของ พาร์ติชันแรกครับ ในเรื่องนี้ ผมขอแนะนำว่าไม่มีความจำเป็นถึงขนาดนั้นครับ เพียงแต่ว่าถ้าหากมีฮาร์ดดิสก์แค่ตัวเดียว ก็ให้ทำ Swap File ไว้ในพาร์ติชันแรกของฮาร์ดดิสก์ตัวนั้นก็เพียงพอแล้ว
การใช้โปรแกรมบางประเภท ทำการย้าย Swap File มาไว้ส่วนแรกสุดของฮาร์ดดิสก์
จะมีซอฟต์แวร์บางตัวเช่น Norton Speed Disk มีความสามารถในการย้ายส่วนของ Swap File มาไว้ในส่วนแรกสุด ของฮาร์ดดิสก์ เพื่อการเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น อันนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำ Virtual Memory ได้ ซึ่งเท่าที่ทราบมาโปรแกรม Defrag ของ Windows ไม่มีความสามารถในส่วนนี้
มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Virtual Memory คืออะไร ขออธิบายแบบง่าย ๆ นะครับ ลองนึกภาพว่า หากเรามีหน่วยความจำหรือ RAM ใส่อยู่ในครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่ง เช่น 32MB. เมื่อใช้งาน Windows จริง ๆ แล้วการทำงานอง Windows หรือระบบซอฟต์แวร์ จะต้องทำการโหลดข้อมูลทุก ๆ อย่างไปเก็บไว้ในหน่วยความจำหรือ RAM ก่อนแล้วซีพียูจึงจะทำการ ประมวลผลจากข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วเฉพาะ Windows อย่างเดียวก็กินพื้นที่ของ RAM ไปมากพอแล้ว นอกจากนั้น ยังต้องมีพื้นที่สำหรับการเก็บข้อมูล และรับโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ อื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น RAM ขนาด 32MB. ย่อมไม่พอใช้งานแน่นอน แต่ใน Windows ก็มีระบบการจัดการกับ RAM ที่มีจำนวนน้อยนิดนี้ได้ โดยจะทำการเขียนข้อมูลต่าง ๆ ที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้งานในขณะนั้น ลงเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ชั่วคราวก่อน เมื่อต้องการใช้งานข้อมูลในส่วนนี้ จึงจะทำการอ่าน ขึ้นมาใช้งาน โดยจะทำการอ่านและเขียนแบบนี้สลับกันไปตามความต้องการใช้งานของข้อมูล เราเรียกการทำงานแบบนี้ว่าการทำ Swap File ซึ่งจะทำให้เราสามารถรันซอฟต์แวร์ที่มีขนาดใหญ่ ๆ หรือรันซอฟต์แวร์พร้อม ๆ กันหลาย ๆ ตัวได้
ในระบบ Windows ที่ทำการติดตั้งแบบมาตราฐานทั่ว ๆ ไป การตั้งค่าจำนวนของฮาร์ดดิสก์ ที่จะสำรองไว้สำหรับทำ Swap File นี้จะถูกจัดการโดย Windows ซึ่งจะทำการปรับเปลี่ยนขนาดของ Swap File อัตโนมัติตามขนาดของหน่วยความจำหรือ จำนวนพื้นที่ ที่ต้องการรันซอฟต์แวร์ในขณะนั้น นอกจากนี้ เรายังสามารถทำการกำหนดขนาดของ Swap File ที่ว่านี้ให้มีขนาดคงที่จำนวนหนึ่งได้ด้วย โดยหากทำการกำหนดขนาดของ Swap File ให้คงที่แล้ว Windows ก็จะใช้งานไฟล์ในขนาดที่ได้ทำการกำหนดไว้แล้วเท่านั้น
ข้อเปรียบเทียบการกำหนด Swap File ทั้ง 2 แบบ
การกำหนด Swap File โดยอัตโนมัติจาก Windows
1. ไฟล์จะมีขนาดเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ทำให้ Windows สามารถใช้งานพื้นที่ทั้งหมดของฮาร์ดดิสก์มาเป็น Swap File ได้
2. เมื่อไฟล์มีการปรับเปลี่ยนขนาดอยู่ตลอดเวลา จะทำให้การจัดเรียงข้อมูลของไฟล์บนฮาร์ดดิสก์กระจัดกระจาย ไม่ต่อเนื่อง
3. การอ่านและเขียนข้อมูลของ Swap File จะทำได้ช้าลง เพราะไฟล์มีการกระจายมากขึ้น
การกำหนด Swap File ให้มีค่าคงที่
1. ไฟล์จะมีขนาดคงที่ ทำให้เรากำหนดและคำนวนการใช้งานฮาร์ดดิสก์ที่เหลือได้
2. ข้อมูลของไฟล์จะไม่กระจายมากนัก เพราะจะใช้พื้นที่เดิม ๆ ที่ได้กำหนดขนาดไว้แล้วในการเก็บข้อมูล
3. การอ่านและเขียนข้อมูลของ Swap File จะเร็วขึ้นเพราะไฟล์มีการกระจายน้อยลง
วิธีการตั้ง Swap File หรือ Virtual Memory
วิธีการตั้งการใช้งาน Virtual Memory ทำได้โดย เริ่มต้นจากการเรียก Control Panel โดยกดเลือกที่ Start menu >> Settings และเลือกที่ Control Panel เลือกที่เมนูของ System คลิกที่ป้าย Performance เลือกที่ Virtual Memory จะได้หน้าตาดังรูป
ที่เมนูของ Virtual Memory มีความหมายดังนี้
Let Windows manage... เลือกตรงนี้ถ้าต้องการให้ Windows จัดการ virtual memory อัตโนมัติ
Let me specify my own... เลือกที่นี่ ถ้าต้องการกำหนดขนาดของ virtual memory เป็นค่าคงที่เอง
Hard disk เลือกฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการทำ Virtual Memory หรือ Swap File
Mimimun กำหนดขนาดต่ำสุดของ Swap File
Maximum กำหนดขนาดสูงสุดของ Swap File
Disable virtual memory คือการกำหนดให้ไม่ใช้ virtual memory (จะใช้ RAM จริง ๆ เท่านั้น)
หลักการกำหนดขนาดของ virtual memory ควรจะกำหนดให้ minimum และ maximum มีขนาดเท่ากันนะครับ เพื่อให้ Swap File มีขนาดคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยขนาดที่แนะนำให้ใช้คือ ถ้าเครื่องมีแรมอยู่น้อยกว่า 64M ควรใส่เป็น 128 แต่ถ้าเครื่องมีแรม 128M หรือมากกว่านี้ ควรใส่เป็น 256 โดยประมาณนะครับ และนอกจากนี้ ควรเลือก ฮาร์ดดิสก์ ตัวที่มีความเร็วมากที่สุด สำหรับทำ Swap File เพื่อเพิ่มความเร็วในการใช้งาน Windows หลังจากที่ใส่ค่าตามต้องการแล้วก็กด OK จะมีเมนูยืนยันการเลือกอีกครั้งก็กด Yes และเมื่อปิดหน้าจอของการเลือก Windows จะต้องทำการ Restart ใหม่ครั้งหนึ่ง การตั้งค่าต่าง ๆ จึงจะมีผล
เราสามารถดูขนาดของ Swap File ได้โดยที่เมื่อกำหนดแล้ว โดยจะเห็นเป็นไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ชื่อ Win386.swp ซึ่งหากลบทิ้งไป Windows ก็จะทำการสร้างขึ้นมาใหม่โดยอัตโนมัติ
ข้อแนะนำเพิ่มเติมของการทำ Virtual Memory
การตั้ง Virtual Memory คือการจำลองพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ มาใช้งานแทน RAM ดังนั้นถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุด จะต้องหาทางทำให้พื้นที่ ที่กำหนดให้เป็น Swap File เป็นพื้นที่ที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ตัวที่มีการอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วที่สุด มาดูหลักการต่าง ๆ ของการกำหนดใช้ virtual memory ที่ถูกต้องว่ามีอะไรบ้าง
พื้นที่ส่วนไหนของฮาร์ดดิสก์ที่มีการอ่านเขียนได้เร็วที่สุด
ลองนึกภาพฮาร์ดดิสก์ 1 ตัวที่มีจานดิสก์เป็นรูปวงกลมหมุนอยู่ด้วยความเร็วสูง และมีหัวอ่าน ที่เคลี่อนย้ายไปมาเพื่ออ่าน หรือเขียนข้อมูล จะเห็นได้ว่าในการหมุนของจานดิสก์ 1 รอบ พื้นที่ข้อมูลที่อยู่รอบนอกสุด จะสามารถอ่านได้จำนวนมากกว่าพื้นที่ ที่อยู่ด้านในของจานฮาร์ดดิสก์ ดังนั้น หากเราสามารถกำหนดให้ Swap File อยู่ในส่วนของพื้นที่นอกสุดได้มากเท่าไร อัตราการอ่านเขียนข้อมูลก็จะทำได้เร็วมากขึ้น ในการแบ่งฮาร์ดดิสก์ให้มีหลาย ๆ พาร์ติชัน การใช้งานพื้นที่ของพาร์ติชันแรก จะอยู่นอกสุด และพาร์ติชันถัดไป จะใช้พื้นที่ส่วนที่อยู่รอบใน ถัดเข้ามาเรื่อย ๆ
กรณีที่มีฮาร์ดดิสก์ 2 ตัว
หากใครมีฮาร์ดดิสก์ต่ออยู่ 2 ตัว ก็เป็นไปได้ที่จะกำหนดให้ใช้พื้นที่ส่วนนอกสุด ของฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 2 มาทำเป็น Virtual Memory เพราะว่าจะเป็นส่วนสามารถอ่านเขียนข้อมูลที่เร็วที่สุด ทั้งนี้จะใช้ได้ในกรณีที่ฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ตัวมีความเร็วพอ ๆ กันด้วย ถ้าหากฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 2 เป็นฮาร์ดดิสก์เก่าหรือมีความเร็วช้ากว่าตัวแรก ก็แนะนำให้ไปทำในฮาร์ดดิสก์ตัวแรกดีกว่า
จะแบ่งพาร์ติชัน สำหรับทำ virtual memory ต่างหากไปเลย
บางคนบอกว่า ถ้าอย่างนั้นจัดการแบ่งพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ให้เป็นหลาย ๆ พาร์ติชันและตั้งให้ทำ Virtual Memory หรือ Swap File ในพาร์ติชันที่แบ่งไว้โดยเฉพาะไปเลยจะดีไหม ก่อนอื่นต้องมาดูกันก่อนนะครับ ว่าการแบ่งพาร์ติชันนั้น ในพาร์ติชันแรก จะใช้พื้นที่นอกสุดของฮาร์ดดิสก์ และพาร์ติชันถัดไป ก็จะใช้พื้นที่ในส่วนรอบในของจานฮาร์ดดิสก์ เข้าไปเรื่อย ๆ ดังนั้นสรุปว่า พาร์ติชันแรกสุดของฮาร์ดดิสก์ จะมีอัตราการอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วที่สุด หากจะแบ่งพาร์ติชันสำหรับทำ Swap File ในพาร์ติชันแรก ก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องครับ แต่ถ้าหากคิดจะแบ่งพาร์ติชัน และเก็บการทำ Swap File ไปไว้ในพาร์ติชันถัดไป อันนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะความเร็วการอ่านเขียนข้อมูลของพาร์ติชันถัดไปนี้ จะช้ากว่าการอ่านเขียนข้อมูลของ พาร์ติชันแรกครับ ในเรื่องนี้ ผมขอแนะนำว่าไม่มีความจำเป็นถึงขนาดนั้นครับ เพียงแต่ว่าถ้าหากมีฮาร์ดดิสก์แค่ตัวเดียว ก็ให้ทำ Swap File ไว้ในพาร์ติชันแรกของฮาร์ดดิสก์ตัวนั้นก็เพียงพอแล้ว
การใช้โปรแกรมบางประเภท ทำการย้าย Swap File มาไว้ส่วนแรกสุดของฮาร์ดดิสก์
จะมีซอฟต์แวร์บางตัวเช่น Norton Speed Disk มีความสามารถในการย้ายส่วนของ Swap File มาไว้ในส่วนแรกสุด ของฮาร์ดดิสก์ เพื่อการเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น อันนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำ Virtual Memory ได้ ซึ่งเท่าที่ทราบมาโปรแกรม Defrag ของ Windows ไม่มีความสามารถในส่วนนี้
10 วิธี ดูแลฮาร์ดดิสก์
โปรแกรมที่คุณใช้งานอยู่เป็นประจำทำงานช้าลงหรือเปล่า? หรือพีซีอายุใช้งาน 4 เดือนของคุณมีอาการงอแงหรือไม่? ต่อไปนี้คือวิธีการแก้ปัญหาและเพิ่มความเร็วให้กับฮาร์ดดิสก์ตัวเก่งของคุณ
การเป็นเจ้าของและใช้งานฮาร์ดดิสก์โดยไม่เคยสแกนตรวจสอบก็เหมือนกับการมีรถยนต์คันหรูที่เอาแต่ขับอย่างเดียวไม่เคยเข้าศูนย์บริการ ซึ่งทิปต่อไปนี้สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องลงแรงมากนัก เพียงแค่เจียดเวลาสักนิดในการปฏิบัติตาม ทั้งนี้ก็เพื่อให้ฮาร์ดดิสก์ของคุณกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนใหม่และทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
1. สแกนหาไวรัส
จัดเป็นข้อควรปฏิบัติที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ที่คุณควรให้ความสำคัญและหมั่นทำเป็นประจำ เราคงไม่ต้องบอกคุณแล้วว่าไวรัสในปัจจุบันนั้นมีฤทธิ์เดชร้ายแรงแค่ไหน เอาเป็นว่าให้คุณลองนึกถึงตอนที่ไฟล์ข้อมูลสำคัญในฮาร์ดดิสก์ถูกทำลายหรือเสียหายเพียงแค่เพราะว่าคุณไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเอาไว้ในเครื่อง หรือใครที่ติดตั้งเอาไว้แล้วก็ไม่ควรชะล่าใจ ลองตรวจสอบวันที่ของฐานข้อมูลไวรัส (Virus Definition) ถ้าเก่าเกินกว่า 30 วันก็ควรรีบทำการอัพเดตให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบันเพื่อการป้องกันที่เต็มประสิทธิภาพ จากนั้นทำการสแกนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ในระบบ ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้กำหนดตารางเวลาในการสแกนเป็นประจำทุกสัปดาห์
2. ปัดกวาดไฟล์หรือขยะที่ไม่ได้ใช้
ยิ่งใช้งานเครื่องมานานเท่าใด ไฟล์ข้อมูลเก่าๆ หรือขยะในเครื่องก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูลเก่า โปรแกรมเก่า ไฟล์ชั่วคราวที่หลงเหลือจากการท่องอินเทอร์เน็ตรวมทั้งไฟล์ที่ตกค้างจากการติดตั้งโปรแกรมในโฟลเดอร์เก็บไฟล์ชั่วคราวของวินโดว์ส ซึ่งวิธีการง่ายๆ ในการกำจัดไฟล์ขยะเหล่านี้ก็คือการใช้ยูทิลิตี้ Disk Cleanup ของวินโดว์สหรือจากออปชันทำความสะอาดไฟล์ในโปรแกรม IE โดยตรง (Tools -> Internet Options)
3. กำจัดขยะในซอกหลืบ
แม้ว่าคุณจะทำการลบไฟล์ขยะด้วยตัวเองไปแล้ว แต่ก็ยังอาจมีเศษขยะที่มองไม่เห็นตกค้างอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของคุณอีกมากมาย โดยเศษขยะในที่นี้หมายรวมถึงบรรดาสปายแวร์หรือแอดแวร์ต่างๆ ด้วย ซึ่งวิธีการตรวจสอบหาขยะเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษคือโปรแกรมอย่างเช่น Ad-aware หรือ Spybot Search & Destroy ที่หาดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต ที่สำคัญคืออย่าลืมอัพเดตฐานข้อมูลให้กับโปรแกรมดังกล่าวก่อนเริ่มทำการสแกนระบบด้วย
4. หมั่นใช้สแกนดิสก์
เมื่อใดก็ตามที่พื้นที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เกิดบกพร่องเสียหาย เรามักจะใช้คำแทนจุดบกพร่องนั้นๆ ว่า “Bad Sector” ซึ่งมีความหมายว่าบริเวณพื้นผิวของจานแม่เหล็กเกิดความเสียหายจนไม่สามารถทำการอ่านข้อมูลได้ ซึ่งวิธีการแก้ไขนั้นคือการใช้ยูทิลิตี้ Scandisk ของวินโดว์สในการตรวจสอบหาจุดที่เกิด Bad Sector และย้ายข้อมูลที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ไปยังเซกเตอร์อื่นๆ ที่ปกติทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของไฟล์ข้อมูล โดยในหน้าต่างยูทิลิตี้ Scandisk นั้นให้คุณเลือกออปชัน Scan for and attempt recovery of bad sectors ด้วยก่อนเริ่มทำการสแกน นอกจากนี้หากคุณใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 98/Me แนะนำให้ปิดการทำงานของสกรีนเซฟเวอร์ก่อนเริ่ม Scandisk ด้วย
5. จัดเรียงข้อมูลให้เป็นระเบียบ
โปรแกรม Defragmenter ที่ไม่ต้องเสียเวลาหาให้ไกลเพราะมีอยู่ในวินโดว์สทุกเวอร์ชันแล้วนั้นจะช่วยในการจัดเรียงข้อมูลที่ถูกเขียนลงฮาร์ดดิสก์อย่างสะเปะสะปะให้มีระเบียบและเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้หัวอ่านฮาร์ดดิสก์ไม่ต้องทำงานหนักและใช้เวลาในการอ่านข้อมูลสั้นลง และโปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าโปรแกรมจะจับไฟล์ในโฟลเดอร์ของคุณไปสลับสับเปลี่ยนหรือเรียงไว้ในโฟลเดอร์อื่นๆ จนหาไม่เจอ เพราะการ Defrag นั้นจะทำการจัดเรียงไฟล์ข้อมูลบนดิสก์เท่านั้นไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการเก็บไฟล์ในวินโดว์สแต่อย่างใด
6. เก็บทุกอย่างให้เข้าที่
ขั้นตอนนี้จะเรียกว่าเป็นวินัยส่วนตัวก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นลิ้นชักตู้เสื้อผ้าหรือฮาร์ดดิสก์ก็ล้วนต้องการระบบระเบียบในการจัดเก็บที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ฟังดูอาจเป็นงานที่น่าเบื่อ แต่ถ้าฝึกให้เป็นนิสัยตั้งแต่แรกก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนใครที่ยังเก็บไฟล์ทุกชนิดทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสารเวิร์ด ไฟล์รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง ฯลฯ ปนกันมั่วไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน เตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องปวดหัวในการค้นหาไฟล์เมื่อต้องการใช้งานให้ดี แต่ถ้าไม่อยาก ... ก็สละเวลาจัดการจัดไฟล์ลงโฟลเดอร์ให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่วันนี้
7. แบ็กอัพข้อมูล
ไม่มีฮาร์ดดิสก์รุ่นไหน ยี่ห้อใด ที่จะมีอายุยืนยาวอยู่กับคุณไปตลอดกาล แต่ถึงแม้ในที่สุดฮาร์ดดิสก์ของคุณจะหมดอายุขัย ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทั้งหมดที่เก็บอยู่ในนั้นจะสูญหายไปด้วย เพียงแต่สิ่งที่คุณควรต้องหมั่นทำเป็นกิจวัตรก็คือการแบ็กอัพไฟล์ข้อมูลสำคัญๆ เก็บไว้ในฟล๊อบปี้ดิสก์ แผ่นซีดี ดีวีดี หรืออื่นๆ ที่ไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์ตัวที่ใช้งานอยู่ หรือถ้าที่กล่าวมานั้นมันยุ่งยากหรือทำให้คุณลำบากเกินไป แนะนำให้ใช้ทัมป์ไดรฟ์ที่ปัจจุบันมีราคาแสนถูก และถ้าไม่ลำบากเงินในกระเป๋าจนเกินไปเลือกรุ่นที่จุ 128MB ขึ้นไปจะดีมาก
8. เทขยะอย่าให้เหลือไฟล์ตกค้าง
เมื่อคุณกดปุ่ม Delete เพื่อลบไฟล์ ซึ่งในทางปฏิบัติดูเหมือนว่าไฟล์ข้อมูลของคุณจะถูกลบออกไป แต่ในทางทฤษฎีนั้นไฟล์ของคุณจะยังไม่ถูกลบออกไปจริงๆ เพียงแต่วินโดว์สจะทำเครื่องหมายไว้ในพื้นที่ส่วนนั้นๆ ว่าเป็นที่ว่างและเมื่อใดที่มีการเขียนไฟล์ข้อมูลก็สามารถเขียนทับตำแหน่งนั้นๆ ได้ นอกจากนี้วินโดว์สจะนำไฟล์ที่คุณลบไปใส่ไว้ในถังขยะ (Recycle Bin) เผื่อกรณีที่คุณเกิดเปลี่ยนใจหรือตัดสินใจพลาด หากใครช่างสังเกตจะพบว่าแม้จะลบไฟล์ข้อมูลไปแล้วแต่พื้นที่ว่างในอาร์ดดิสก์นั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพราะข้อมูลนั้นๆ ยังนอนรอชะตากรรมอยู่ในถังขยะ (Recycle Bin) นั่นเอง ดังนั้นหากคุณมั่นใจว่าไม่ใช้งานแล้ว หรือไม่ต้องการให้ใครมาแอบคุ้ยถังขยะเอาข้อมูลส่วนตัวของคุณไป แนะให้คลิกขวาที่ไอคอน Recycle Bin แล้วเลือกคำสั่ง Empty Recycle Bin เพื่อกำจัดขยะในถังให้สิ้นซาก
9. แบ่งพาร์ทิชันเพื่อเก็บข้อมูล
ฮาร์ดดิสก์โดยทั่วไปที่ออกมาจากโรงงานนั้นจะไม่มีการแบ่งพาร์ทิชันเอาไว้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือซื้อ 80GB ก็จะได้ไดรฟ์ C: ความจุ 80GB มาใช้งาน แต่ถ้าจะให้ดี แนะนำให้คุณทำการแบ่งฮาร์ดดิสก์ออกเป็นส่วนๆ หรือที่เรียกว่าการแบ่งพาร์ทิชันนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์ 80GB นำมาแบ่งเป็น 2 พาร์ทิชัน พาร์ทิชันละ 40GB ซึ่งคุณก็จะได้ไดรฟ์มาใช้งาน 2 ไดรฟ์คือไดรฟ์ C: และไดรฟ์ D: ซึ่งการแบ่งพาร์ทิชันนอกจากจะช่วยลดภาระของหัวอ่านและเพิ่มความเร็วในการทำงานของฮาร์ดดิสก์แล้ว คุณยังสามารถแยกไฟล์สำคัญๆ มาเก็บไว้ในไดรฟ์แยกต่างหากจากไดรฟ์ที่ติดตั้งวินโดว์สซึ่งอาจโดนไวรัสเล่นงานจนเสียหายได้อีกด้วย ซึ่งการแบ่งพาร์ทิชันนั้นคุณสามารถทำได้ในขณะที่ติดตั้ง Windows XP เลย แต่ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไรเพราะปัจจุบันมีโปรแกรมสำหรับการนี้มากมายซึ่งที่นิยมใช้กันมากที่สุดได้แก่โปรแกรม Partition Magic
10. เลือกความเร็วให้เหมาะกับงาน
วิธีการที่ผ่านมานั้นสามารถช่วยให้ฮาร์ดดิสก์ของคุณสามารถทำงานได้เร็วขึ้นได้อีกเล็กน้อย อย่างไรก็ดี หากคุณกำลังมองหาหรือตัดสินใจซื้อฮาร์ดดิสก์ใหม่ แนะนำให้พิจารณาเลือกรุ่นความเร็วที่เหมาะสมกับลักษณะงานที่คุณต้องการใช้งาน เช่น เลือกรุ่นที่มีความเร็วในการหมุนจานแม่เหล็ก 5,400 RPM (รอบ/นาที) ที่มีราคาถูกถ้าคุณใช้เพียงโปรแกรมทั่วๆ ไปเช่น เล่นอินเทอร์เน็ต รับ-ส่งอีเมล์ หรือพิมพ์งานด้วยโปรแกรมเวิร์ด หรือถ้างานของคุณเกี่ยวกับการตกแต่งภาพถ่าย เล่นเกม ก็อาจเลือกซื้อรุ่น 7200 RPM หรืออาจจะเป็น 10,000 RPM เลยก็ได้หากทำงานประเภทตัดต่อวิดีโอเป็นหลัก ซึ่งฮาร์ดดิสก์ที่มีความเร็วในการหมุนจานแม่เหล็กสูงและมีขนาดของแคชภายในมากจะช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานให้กับคุณมากยิ่งขึ้น
คำสั่ง : Format ผ่าน DDOS
คำสั่ง : Format
คำอธิบาย : เป็นคำสั่งที่สำคัญ ใช้ในการจัดเรียงแทรกเซ็กเตอร์ สร้างและแบ่งพื้นที่สำหรับจัดเก็บไฟล์ หากมีข้อมูลอยู่ในดิสก์ แล้วนำมาฟอร์แมต จะทำให้หายไปสิ้น ฉะนั้นควรระวังเป็นอย่างมากในการใช้คำสั่งนี้
รูปแบบคำสั่ง : format ไดรฟ์เช่น C: D: A: /s /q /u
ตัวอย่างคำสั่ง : fotmat c:/s /u /q
อธิบายออปชั่น :
/s = ทำให้ไดรฟ์ที่เราฟอร์แมตนั้นมีไฟล์ระบบที่สามารถบูตเครื่องอยู่ด้วย
/q = ทำการฟอร์แมตแบบรวดเร็ว การใช้ออปชั่นนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อไดรฟ์นั้นเคยถูกฟอร์แมตมาแล้ว
/u = เป็นการยกเลิกฟอร์แมตแบบ "sefe format" ทำให้การฟอร์แมตเร็วขึ้นกว่าเดิม
เพิ่มเติม : หลังการฟอร์แมตแล้ว เราต้องใช้ชื่อไดรฟ์ที่เราฟอร์แมต ซึ่งจะสามารถใส่ได้ไม่เกินกว่า 11 ตัวอักษร
สั่ง : Xcopy
คำอธิบาย : เป็นคำสั่งที่ขยายความสามารถของคำสั่ง copy ธรรมดา โดยคำสั่งนี้เราสามารถก๊อปปี้ไฟล์ในโฟล์เดอร์ได้ที้หมด
คำสั่งนี้จะใช้ในกรณีที่เราต้องการก๊อปปี้ไฟล์จำนวนมากๆ และไม่ต้องการเปลี่ยนหรือย้ายตำแหน่งย่อยของไฟล์นั้น ๆ
รูปแบบคำสั่ง : xcopy ไดรฟ์ต้นฉบับเช่น C: D: A: /โฟล์เดอร์ที่ต้องการย้าย
เคาะหนึ่งครั้งแล้วพิมพ์ไดรฟ์เป้าหมายเช่น C: D: A: /โฟล์เดอร์เป้าหมายที่ต้องการย้ายไม่จำเป็นว่าต้องมีอยู่แล้ว /s /e /v /w
ตัวอย่างคำสั่ง : xcopy c:\pos a:\mov /s /e /v /w
อธิบายออปชั่น :
/s = ก๊อปปี้ทั้งโฟล์เดอร์หลัก และโฟล์เดอร์ย่อยทั้งหมดไปยังเป้าหมาย
/e = ก๊อปปี้โฟล์เดอร์ที่ว่างไม่มีไฟล์อะไรอยู่ไปด้วย
/ v = ตรวจสอบข้อมูลด้วยว่าถูกต้องหรือไม่
/ w = หยุดเพื่อกดปุ่มใดๆ ก่อนที่จะมีการทำงานต่อไป
เพิ่มเติม : ถ้าปลายทางของการก๊อปปี้เป็นโฟล์เดอร์ที่ยังไม่ได้สร้างขึ้นมา จะมีคำถามขึ้นมาว่าจะให้สร้างเป็นไฟล์
หรือสร้างเป็น โฟล์เดอร์ ซึ่งแนะนำให้กด D เพราะถ้ากด F
คำสั่ง : Deltree
คำอธิบาย : คำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่ใช้กันบ่อยเหมือนกันครับ คำสั่งนี้จะเป็นการสั่งให้ลบโฟล์เดอร์ที่เรากำหนด ซึ่งหากมีไฟล์อยู่ในโฟล์เดอร์
หรือแม้แต่ซับย่อยโฟล์เดอร์ก็จะถูกลบไปหมดครับ
รูปแบบคำสั่ง : deltree โฟลเดอร์ หรือไฟล์ที่ต้องการลบ
ตัวอย่างคำสั่ง : deltree windows
อธิบายออปชั่น : หลังจากสั่งลบคำสั่งนี้จะขึ้นข้อความว่า เราแน่ใจที่จะลบหรือไม่ ถ้าแน่ใจก็กด y ถ้าเปลี่ยนใจไม่ลบ ก็กด N ครับ
เพิ่มเติม : การสั่งลบด้วยคำสั่งนี้ แม้แต่ไฟล์ที่ถูกซ่อนจะไม่รอดพ้นไปได้ ฉะนั้นควรระวังเป็นอย่างยิ่งในการใช้งาน
คำสั่ง : Move
คำอธิบาย : คำสั่งนี้เป็นคำสั่งใช้ในการเคลื่อนย้ายไฟล์จากไดรฟ์ โฟล์เดอร์หนึ่ง ไปยังไดรฟ์โฟล์เดอร์อีกที่หนึ่ง การเคลื่อนย้ายนี้สามารถ
กำหนดได้ว่าจะเคลื่อนย้ายไปทั้งหมด หรือไปที่ละไฟล์ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังเปลี่ยนชื่อไฟล์ขณะที่ย้ายได้ด้วย
รูปแบบคำสั่ง : Move ไดรฟ์ต้นฉบับเช่น C: D: A: ตามด้วยโฟล์เดอร์ หรือไฟล์ที่ต้องการย้าย ไปยังเป้าหมาย ที่กำหนด
ตัวอย่างคำสั่ง : move C:\windows C:\win
อธิบายออปชั่น : ถ้าต้องการย้ายไฟล์ในโฟล์เดอร์ ก็ให้พิมพ์ชื่อไฟล์ต่อท้าย เช่น C:\windows\win.exe
เพิ่มเติม : คำสั่งนี้ใช้ในกรณีที่เราจะลงวินโดวส์ใหม่แต่ยังไม่แน่ใจว่า ของตัวเก่ามีอะไรที่ยังต้องใช้อยู่บ้าง ก็ให้ใช้
วิธีนี้ครับ ถ้าแน่ใจว่าตัวเก่าไม่มีอะไรเหลืออยู่ให้ต้องใช้ แล้วก็ลบ ได้เลย
คำสั่ง : Attrib
คำอธิบาย : คำสั่งนี้ ใช้สำหรับกำหนดคุณสมบัติให้ไฟล์ว่าสามารถทำอะไรกับไฟล์ได้บ้าง เช่น h คือซ่อนไฟล์
รูปแบบคำสั่ง : attrib +r +h +a +s ตามด้วยชื่อไฟล์ที่ต้องการกำหนดคุณสมบัติ
ตัวอย่างคำสั่ง : move +r +h jojo.txt
อธิบายออปชั่น : คำสั่งจะมีการกำหนดสถานะของไฟล์อยู่ 4 แบบด้วยกันคือ
+r สำหรับกำหนดให้ไฟล์สามารถอ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถทำการลบ หรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ได้
+h สำหรับกำหนดให้ไฟล์สามารถซ่อนตัวจากการมองเห็นได้
+a สำหรับกำหนดเพื่อแสดงให้รู้ว่าไฟล์นั้นๆ เป็นไฟล์ที่กำหนดคุณสมบัติ โดยโปรแกรม
+s สำหรับกำหนดเพื่อแสดงให้รู้ว่า ไฟล์นี้เป็นไฟล์ของระบบ
เพิ่มเติม : ถ้าต้องการให้สถานะของไฟล์กลับคืนหรือหายไป ให้ทำการใช้คำสั่งซ้ำอีกครั้งหนึ่งแต่ใช้ลบ เช่น
ไฟล์มีสถานะสำหรับอ่านอย่างเดียว ถ้าต้องการแก้คืนเช่น attrib -r jojo.txt
คำสั่ง : md
คำอธิบาย : เป็นคำสั่งสำหรับสร้างไดเรกทอรี่ (โฟลเดอร์นั่นหละ)
รูปแบบคำสั่ง : md ตามด้วยชื่อของไดเรกทอรีที่ต้องการสร้าง
ตัวอย่างคำสั่ง : md kok
อธิบายออปชั่น : ไม่มี
เพิ่มเติม : เป็นคำสั่งง่ายๆ ครับลองทำดูซิครับ
คำสั่ง : rd
คำอธิบาย : เป็นคำสั่งสำหรับลบไดเรกทอรี่
รูปแบบคำสั่ง : rd ตามด้วยชื่อของไดเรกทอรี่ที่ต้องการลบ
ตัวอย่างคำสั่ง : rd kok
อธิบายออปชั่น : หามีไฟล์อยู่ในไดเรกทอรี่จะไม่สามารถทำการลบได้นะครับ ต้องทำการลบไฟล์ที่อยู่ภายในทิ้งเสียก่อนครับ
เพิ่มเติม : หากต้องการลบไดเรกทอรี่แล้วมีไฟล์อยู่ด้านในหรือมีไดเรกทอรี่ซ้อนอยู่ ใช้คำสั่ง deltree ดีกว่าครับ
คำสั่ง : del
คำอธิบาย : คำสั่งสำหรับสั่งลบไฟล์ครับ
รูปแบบคำสั่ง : del ตามด้วยชื่อไฟล์ที่ต้องการลบครับ
ตัวอย่างคำสั่ง : del jojo.txt
อธิบายออปชั่น : หากต้องการลบไฟล์ที่มีจำนวนมากๆ อยู่ในไดเรกทอรี่เดียวกัน คุณสามารถใช้คำสั่ง del *.*
เพิ่มเติม : การสั่งลบไฟล์ หากไฟล์นั้นตั้ง attrib เป็น +r จะไม่สามารถลบได้ครับ ต้องแก้ attrib นั้นเสียก่อน
คำอธิบาย : เป็นคำสั่งที่สำคัญ ใช้ในการจัดเรียงแทรกเซ็กเตอร์ สร้างและแบ่งพื้นที่สำหรับจัดเก็บไฟล์ หากมีข้อมูลอยู่ในดิสก์ แล้วนำมาฟอร์แมต จะทำให้หายไปสิ้น ฉะนั้นควรระวังเป็นอย่างมากในการใช้คำสั่งนี้
รูปแบบคำสั่ง : format ไดรฟ์เช่น C: D: A: /s /q /u
ตัวอย่างคำสั่ง : fotmat c:/s /u /q
อธิบายออปชั่น :
/s = ทำให้ไดรฟ์ที่เราฟอร์แมตนั้นมีไฟล์ระบบที่สามารถบูตเครื่องอยู่ด้วย
/q = ทำการฟอร์แมตแบบรวดเร็ว การใช้ออปชั่นนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อไดรฟ์นั้นเคยถูกฟอร์แมตมาแล้ว
/u = เป็นการยกเลิกฟอร์แมตแบบ "sefe format" ทำให้การฟอร์แมตเร็วขึ้นกว่าเดิม
เพิ่มเติม : หลังการฟอร์แมตแล้ว เราต้องใช้ชื่อไดรฟ์ที่เราฟอร์แมต ซึ่งจะสามารถใส่ได้ไม่เกินกว่า 11 ตัวอักษร
สั่ง : Xcopy
คำอธิบาย : เป็นคำสั่งที่ขยายความสามารถของคำสั่ง copy ธรรมดา โดยคำสั่งนี้เราสามารถก๊อปปี้ไฟล์ในโฟล์เดอร์ได้ที้หมด
คำสั่งนี้จะใช้ในกรณีที่เราต้องการก๊อปปี้ไฟล์จำนวนมากๆ และไม่ต้องการเปลี่ยนหรือย้ายตำแหน่งย่อยของไฟล์นั้น ๆ
รูปแบบคำสั่ง : xcopy ไดรฟ์ต้นฉบับเช่น C: D: A: /โฟล์เดอร์ที่ต้องการย้าย
เคาะหนึ่งครั้งแล้วพิมพ์ไดรฟ์เป้าหมายเช่น C: D: A: /โฟล์เดอร์เป้าหมายที่ต้องการย้ายไม่จำเป็นว่าต้องมีอยู่แล้ว /s /e /v /w
ตัวอย่างคำสั่ง : xcopy c:\pos a:\mov /s /e /v /w
อธิบายออปชั่น :
/s = ก๊อปปี้ทั้งโฟล์เดอร์หลัก และโฟล์เดอร์ย่อยทั้งหมดไปยังเป้าหมาย
/e = ก๊อปปี้โฟล์เดอร์ที่ว่างไม่มีไฟล์อะไรอยู่ไปด้วย
/ v = ตรวจสอบข้อมูลด้วยว่าถูกต้องหรือไม่
/ w = หยุดเพื่อกดปุ่มใดๆ ก่อนที่จะมีการทำงานต่อไป
เพิ่มเติม : ถ้าปลายทางของการก๊อปปี้เป็นโฟล์เดอร์ที่ยังไม่ได้สร้างขึ้นมา จะมีคำถามขึ้นมาว่าจะให้สร้างเป็นไฟล์
หรือสร้างเป็น โฟล์เดอร์ ซึ่งแนะนำให้กด D เพราะถ้ากด F
คำสั่ง : Deltree
คำอธิบาย : คำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่ใช้กันบ่อยเหมือนกันครับ คำสั่งนี้จะเป็นการสั่งให้ลบโฟล์เดอร์ที่เรากำหนด ซึ่งหากมีไฟล์อยู่ในโฟล์เดอร์
หรือแม้แต่ซับย่อยโฟล์เดอร์ก็จะถูกลบไปหมดครับ
รูปแบบคำสั่ง : deltree โฟลเดอร์ หรือไฟล์ที่ต้องการลบ
ตัวอย่างคำสั่ง : deltree windows
อธิบายออปชั่น : หลังจากสั่งลบคำสั่งนี้จะขึ้นข้อความว่า เราแน่ใจที่จะลบหรือไม่ ถ้าแน่ใจก็กด y ถ้าเปลี่ยนใจไม่ลบ ก็กด N ครับ
เพิ่มเติม : การสั่งลบด้วยคำสั่งนี้ แม้แต่ไฟล์ที่ถูกซ่อนจะไม่รอดพ้นไปได้ ฉะนั้นควรระวังเป็นอย่างยิ่งในการใช้งาน
คำสั่ง : Move
คำอธิบาย : คำสั่งนี้เป็นคำสั่งใช้ในการเคลื่อนย้ายไฟล์จากไดรฟ์ โฟล์เดอร์หนึ่ง ไปยังไดรฟ์โฟล์เดอร์อีกที่หนึ่ง การเคลื่อนย้ายนี้สามารถ
กำหนดได้ว่าจะเคลื่อนย้ายไปทั้งหมด หรือไปที่ละไฟล์ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังเปลี่ยนชื่อไฟล์ขณะที่ย้ายได้ด้วย
รูปแบบคำสั่ง : Move ไดรฟ์ต้นฉบับเช่น C: D: A: ตามด้วยโฟล์เดอร์ หรือไฟล์ที่ต้องการย้าย ไปยังเป้าหมาย ที่กำหนด
ตัวอย่างคำสั่ง : move C:\windows C:\win
อธิบายออปชั่น : ถ้าต้องการย้ายไฟล์ในโฟล์เดอร์ ก็ให้พิมพ์ชื่อไฟล์ต่อท้าย เช่น C:\windows\win.exe
เพิ่มเติม : คำสั่งนี้ใช้ในกรณีที่เราจะลงวินโดวส์ใหม่แต่ยังไม่แน่ใจว่า ของตัวเก่ามีอะไรที่ยังต้องใช้อยู่บ้าง ก็ให้ใช้
วิธีนี้ครับ ถ้าแน่ใจว่าตัวเก่าไม่มีอะไรเหลืออยู่ให้ต้องใช้ แล้วก็ลบ ได้เลย
คำสั่ง : Attrib
คำอธิบาย : คำสั่งนี้ ใช้สำหรับกำหนดคุณสมบัติให้ไฟล์ว่าสามารถทำอะไรกับไฟล์ได้บ้าง เช่น h คือซ่อนไฟล์
รูปแบบคำสั่ง : attrib +r +h +a +s ตามด้วยชื่อไฟล์ที่ต้องการกำหนดคุณสมบัติ
ตัวอย่างคำสั่ง : move +r +h jojo.txt
อธิบายออปชั่น : คำสั่งจะมีการกำหนดสถานะของไฟล์อยู่ 4 แบบด้วยกันคือ
+r สำหรับกำหนดให้ไฟล์สามารถอ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถทำการลบ หรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ได้
+h สำหรับกำหนดให้ไฟล์สามารถซ่อนตัวจากการมองเห็นได้
+a สำหรับกำหนดเพื่อแสดงให้รู้ว่าไฟล์นั้นๆ เป็นไฟล์ที่กำหนดคุณสมบัติ โดยโปรแกรม
+s สำหรับกำหนดเพื่อแสดงให้รู้ว่า ไฟล์นี้เป็นไฟล์ของระบบ
เพิ่มเติม : ถ้าต้องการให้สถานะของไฟล์กลับคืนหรือหายไป ให้ทำการใช้คำสั่งซ้ำอีกครั้งหนึ่งแต่ใช้ลบ เช่น
ไฟล์มีสถานะสำหรับอ่านอย่างเดียว ถ้าต้องการแก้คืนเช่น attrib -r jojo.txt
คำสั่ง : md
คำอธิบาย : เป็นคำสั่งสำหรับสร้างไดเรกทอรี่ (โฟลเดอร์นั่นหละ)
รูปแบบคำสั่ง : md ตามด้วยชื่อของไดเรกทอรีที่ต้องการสร้าง
ตัวอย่างคำสั่ง : md kok
อธิบายออปชั่น : ไม่มี
เพิ่มเติม : เป็นคำสั่งง่ายๆ ครับลองทำดูซิครับ
คำสั่ง : rd
คำอธิบาย : เป็นคำสั่งสำหรับลบไดเรกทอรี่
รูปแบบคำสั่ง : rd ตามด้วยชื่อของไดเรกทอรี่ที่ต้องการลบ
ตัวอย่างคำสั่ง : rd kok
อธิบายออปชั่น : หามีไฟล์อยู่ในไดเรกทอรี่จะไม่สามารถทำการลบได้นะครับ ต้องทำการลบไฟล์ที่อยู่ภายในทิ้งเสียก่อนครับ
เพิ่มเติม : หากต้องการลบไดเรกทอรี่แล้วมีไฟล์อยู่ด้านในหรือมีไดเรกทอรี่ซ้อนอยู่ ใช้คำสั่ง deltree ดีกว่าครับ
คำสั่ง : del
คำอธิบาย : คำสั่งสำหรับสั่งลบไฟล์ครับ
รูปแบบคำสั่ง : del ตามด้วยชื่อไฟล์ที่ต้องการลบครับ
ตัวอย่างคำสั่ง : del jojo.txt
อธิบายออปชั่น : หากต้องการลบไฟล์ที่มีจำนวนมากๆ อยู่ในไดเรกทอรี่เดียวกัน คุณสามารถใช้คำสั่ง del *.*
เพิ่มเติม : การสั่งลบไฟล์ หากไฟล์นั้นตั้ง attrib เป็น +r จะไม่สามารถลบได้ครับ ต้องแก้ attrib นั้นเสียก่อน
108 ปัญหา เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่พบกันบ่อย ๆ และแนวทางการแก้ไขเบื้องต้น
108 ปัญหา เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่พบกันบ่อย ๆ และแนวทางการแก้ไขเบื้องต้นjavascript:void(0)
รวบรวมปัญหาต่าง ๆ ที่พบได้บ่อย ๆ กับการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยได้พยายามรวบรวมปัญหาที่พบเห็นกันบ่อย ๆ และนำมาสรุปให้เป็นแนวทางสำหรับ การแก้ไขปัญหาเบื้องต้น หวังว่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น ๆ ได้บ้าง
ปัญหาของ Windows
· หลัง· จาก Setup Windows ใหม่แล้วเกิดการค้าง· ไม่ยอมทำการ Setup ต่อไป
เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สิ่ง· หนึ่ง· ที่พบบ่อย ๆ คือการตั้ง· ค่า Virus Warning ใน bios ไว้ทำให้เครื่อง· ไม่สามารถ เขียนข้อมูลทับลง· บนส่วนของ· boot record ของ· ฮาร์ดดิสก์ได้ ให้ลอง· แก้ใน bios ตั้ง· ให้เป็น Disable ไว้ก่อน และหลัง· จากทำการ Setup Windows เสร็จแล้วค่อยตั้ง· เป็น Enable ใหม่
· หลัง· จาก Setup Windows จะขึ้นข้อความ Windows Protection Error
ที่พบบ่อย ๆ มากคือปัญ· หาของ· RAM อาจจะเป็นเฉพาะช่วง· ที่ทำการ Setup Windows เท่านั้น (โดยที่ปกติก่อน Setup Windows จะใช้ง· านได้ ไม่เป็นอะไร) ให้ทดลอง· หา RAM มาเปลี่ยนใหม่ดู หรือหากเป็น SDRAM ให้ทดลอง· ตั้ง· ค่าใน bios ค่าของ· CAS จากที่ตั้ง· เป็น 2 ลอง· ตั้ง· เป็น 3 ดู อาจจะช่วยแก้ปัญ· หาได้บ้าง·
· ใช้ AMD K6II-350 ขึ้นไปลง· Windows95 แล้วเกิด Error แต่ลง· Windows98 ได้
จะเกิดจากการใช้ CPU ของ· AMD ที่มีความเร็วตั้ง· แต่ 350MHz ขึ้นไปกับ Windows95 วิธีแก้ไขคือไป Download Patch สำหรับแก้ปัญ· หานี้ที่ AMDK6UPD.EXE มาแก้ไขโดยสั่ง· รันไฟล์นี้แล้วบูทเครื่อง· ใหม่ก่อน อ่านรายละเอียดที่นี่
ปัญหาของ ฮาร์ดแวร์
· RAM หายไปไหนเนี่ย ใส่เข้าไป 32 M. ทำไม Windows บอกว่ามี 28 M. เอง·
อาการของ· RAM หายไปดื้อ ๆ จะเกิดกับการใช้เมนบอร์ดรุ่นที่มี VGA on board นะครับ ที่จริง· ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก เพียง· แต่ส่วนหนึ่ง· ของ· RAM จะถูกนำไปใช้กับ VGA ครับและขนาดที่จะโดนนำไปใช้ก็อาจจะเป็น 2M, 4M หรือ 8M ก็ได้ขึ้นอยู่กับการตั้ง· ใน BIOS ครับ
· ใช้เครื่อง· ได้สักพัก มักจะแฮง· ค์ พอปิดเครื่อง· สักครู่แล้วเปิดใหม่ ก็ใช้ง· านต่อได้อีกสักพักแล้วก็แฮง· ค์อีก
อาจจะเกิดจากความร้อนสูง· เกินไป อย่าง· แรกให้ตรวจสอบพัดลมต่าง· ๆ ว่าทำง· านปกติดีหรือเปล่า หากเครื่อง· ทำ Over Clock อยู่ด้วยก็ทดลอง· ลดความเร็วลง· มา ใช้แบบง· านปกติดูก่อนว่ายัง· เป็นปัญ· หาอยู่อีกหรือเปล่า ถ้าใน bios มีระบบดูความร้อนของ· CPU หรือ Main Board อยู่ด้วยให้สัง· เกตค่าของ· อุณหภูมิ ว่าสูง· เกินไปหรือเปล่า ทั้ง· นี้อาจจะทำการเพิ่มการติดตั้ง· หรือเปลี่ยนพัดลมของ· CPU ช่วยด้วยก็ดี
· มีข้อความ BIOS ROM CHECK SUM ERROR ตอนเปิดเครื่อง·
อาการนี้ส่วนใหญ· ่เกิดจากถ่านของ· BIOS หมดหรือเกิดการหลวมครับ ให้ลอง· ขยับถ่านให้แน่น ๆ ดูก่อน ถ้าไม่หายก็ต้อง· ลอง· เปลี่ยนถ่านบนเมนบอร์ดดู (ก่อนเปลี่ยนถ้ามี Meter วัดไฟดูก่อนก็ดี) หลัง· จากเปลี่ยนแล้วให้ทำการ Clear BIOS Jumper ก่อนด้วย จะเป็น Jumper ใกล้ ๆ กับ IC BIOS นั่นแหละ ทำการ Jump ค้าง· ไว้สัก 5 วินาทีแล้วก็ Jump กลับที่เดิมก่อน หลัง· จากนั้นต้อง· เข้าไปตั้ง· ค่าต่าง· ๆ ของ· BIOS ใหม่ด้วย
· ลืม Password ของ· BIOS จะทำยัง· ไง· ดี
ให้ทำการถอดถ่านของ· BIOS ออกสักครู่ แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ ทำการ Clear Jumper BIOS ก่อนด้วย หรือลอง· ดูวิธีการ Clear/Reset Password ของ· BIOS
· ซื้อฮาร์ดดิสก์มาขนาดใหญ· ่ ๆ แต่หลัง· จากทำการ Format แล้วเครื่อง· มอง· เห็นแค่ 2G
อย่าง· แรกให้ดูก่อนเลยว่า ใช้ระบบ FAT16 หรือ FAT32 ถ้าหากเป็น FAT16 จะมอง· เห็นได้สูง· สุดแค่ 2G ต่อ 1 Partition เท่านั้น ต้อง· ใช้แบบ FAT32 ครับ วิธีการคือใช้ FDISK ของ· แผ่น Startup Disk WIN98 มาทำ FDISK (ถ้าเป็น FDISK จาก DOS หรือ WIN95 จะเป็นแบบ FAT16) ดูวิธีการทำ fdisk และ การ format ฮาร์ดดิสก์ ที่นี่
· ไม่สามารถใช้ง· าน ฮาร์ดดิสก์ได้มากกว่า 8G. สำหรับเมนบอร์ดรุ่นเก่า ๆ
เกิดจากที่ BIOS ไม่สามารถรู้จักกับ ฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ· ่ ๆ ได้ จะเป็นกับเมนบอร์ดรุ่นเก่า ๆ ที่เคยพบมาอีกแบบคือ Windows มอง· เห็นเกิน 8G แต่ไม่สามารถใช้ง· านได้ จะบอกว่าฮาร์ดดิสก์ของ· เราเต็ม วิธีแก้ไขอย่าง· แรกคือ ให้ลอง· ทำการ Update BIOS เป็น Version ใหม่ดูก่อน (ถ้าหาได้) หรือไม่ก็หา Download โปรแกรมสำหรับจัดการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ จากเวปไซต์ของ· ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อนั้น ๆ หรืออาจจะใช้วิธีการแบ่ง· Partition ให้มีขนาดใหญ· ่ไม่เกิน 8G ต่อ 1 Partition ก็อาจจะช่วยได้
ปัญหาของ ซอฟต์แวร์
· หลัง· จากลง· โปรแกรมป้อง· กันไวรัส McAfee 4.0.3 แล้วไม่สามารถบูทเข้า Windows ได้
เท่าที่พบจะเกิดกับบาง· เครื่อง· เท่านั้น ปัญ· หาเกิดจากหลัง· จากที่เราติดตั้ง· McAfee ลง· ไปแล้ว เครื่อง· จะทำการ Scan ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์โดยใส่เป็น Batch File ไว้ในไฟล์ autoexec.bat ซึ่ง· บาง· ครั้ง· จะเป็นปัญ· หาทำให้ค้าง· ไม่ยอมเข้า Windows ต่อไป วิธีแก้ไขคือ ให้เปิดเครื่อง· เข้าใน MS-DOS Mode โดยกดปุ่ม F8 ค้าง· ไว้ขณะเปิดเครื่อง· จะเข้ามาที่เมนู Microsoft Windows 98 Startup Menu เลือกข้อ 6. sefe mode command prompt only แล้วใช้คำสั่ง· "edit autoexec.bat" เพื่อแก้ไขไฟล์โดยให้ลบบรรทัดที่มีคำสั่ง· scan.exe ออกครับ ทำการ save file แล้วทดลอง· บูทเครื่อง· ใหม่อีกครั้ง·
· พิมพ์หน้า Web Page ออกเครื่อง· พิมพ์แบบ Ink Jet เป็นภาษาไทยไม่ได้ จะมีแต่ภาษาอัง· กฤษ
ส่วนใหญ· ่ ปัญ· หานี้จะเกิดกับการใช้เครื่อง· พิมพ์แบบ อิง· ค์เจ็ท รุ่นใหม่ ๆ วิธีแก้ไขคือ ให้ลอง· หา Download Driver รุ่นใหม่ ๆ ของ· เครื่อง· พิมพ์จาก Web Site ของ· เครื่อง· พิมพ์นั้น ๆ เพราะบาง· ครั้ง· อาจจะมีการแก้ไขปัญ· หานี้แล้ว หรือไม่ก็ใช้วิธีเข้าไปตั้ง· ค่า Regional Settings ที่ Control Panel เป็น English(USA) ก่อน เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็เปลี่ยนกลับมาเป็น Thai เหมือนเดิม การตั้ง· ค่าก็ทำโดยกดที่ Start เมนู >> Settings >> Control Panel เลือกที่ Regional Settings เปลี่ยนเป็น English(USA)
· สั่ง· Defrag Hard Disk แล้วไม่ยอมเสร็จ จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ วนแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ สาเหตุเกิดจากมีโปรแกรมบาง· ตัวทำง· านอยู่ในเวลานั้นด้วยและสั่ง· เขียนข้อมูลลง· บนฮาร์ดดิสก์ เช่น Screen Saver, Winamp หรือพวก Anti Virus บาง· ตัว ให้ทำการปิดโปรแกรมเหล่านี้ให้หมดก่อน หรืออาจจะใช้วิธีเข้า Windows ใน Self Mode (กด F8 ตอนเปิดเครื่อง· แล้วเลือก Self Mode)
· ใช้การ์ดจอของ· TNT แล้วเมื่อพิมพ์ข้อความต่าง· ๆ สระบนล่าง· ไม่ยอมขึ้นมาทันที
ต้อง· พิมพ์ตัวต่อไปก่อนจึง· จะเห็น เป็นปัญ· หาที่พบบ่อยมาก ๆ กับผู้ที่ใช้การ์ดจอของ· TNT ครับให้ลอง· หา Driver รุ่นใหม่ ๆ จากเวปไซต์ของ· ผู้ผลิตการ์ดจอมาใช้ จะแก้ไขได้หรือใช้ Driver ของ· Detonator Version 3.65 ขึ้นไป หาได้จาก http://www.3dchipset.com
รวบรวมปัญหาต่าง ๆ ที่พบได้บ่อย ๆ กับการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยได้พยายามรวบรวมปัญหาที่พบเห็นกันบ่อย ๆ และนำมาสรุปให้เป็นแนวทางสำหรับ การแก้ไขปัญหาเบื้องต้น หวังว่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น ๆ ได้บ้าง
ปัญหาของ Windows
· หลัง· จาก Setup Windows ใหม่แล้วเกิดการค้าง· ไม่ยอมทำการ Setup ต่อไป
เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สิ่ง· หนึ่ง· ที่พบบ่อย ๆ คือการตั้ง· ค่า Virus Warning ใน bios ไว้ทำให้เครื่อง· ไม่สามารถ เขียนข้อมูลทับลง· บนส่วนของ· boot record ของ· ฮาร์ดดิสก์ได้ ให้ลอง· แก้ใน bios ตั้ง· ให้เป็น Disable ไว้ก่อน และหลัง· จากทำการ Setup Windows เสร็จแล้วค่อยตั้ง· เป็น Enable ใหม่
· หลัง· จาก Setup Windows จะขึ้นข้อความ Windows Protection Error
ที่พบบ่อย ๆ มากคือปัญ· หาของ· RAM อาจจะเป็นเฉพาะช่วง· ที่ทำการ Setup Windows เท่านั้น (โดยที่ปกติก่อน Setup Windows จะใช้ง· านได้ ไม่เป็นอะไร) ให้ทดลอง· หา RAM มาเปลี่ยนใหม่ดู หรือหากเป็น SDRAM ให้ทดลอง· ตั้ง· ค่าใน bios ค่าของ· CAS จากที่ตั้ง· เป็น 2 ลอง· ตั้ง· เป็น 3 ดู อาจจะช่วยแก้ปัญ· หาได้บ้าง·
· ใช้ AMD K6II-350 ขึ้นไปลง· Windows95 แล้วเกิด Error แต่ลง· Windows98 ได้
จะเกิดจากการใช้ CPU ของ· AMD ที่มีความเร็วตั้ง· แต่ 350MHz ขึ้นไปกับ Windows95 วิธีแก้ไขคือไป Download Patch สำหรับแก้ปัญ· หานี้ที่ AMDK6UPD.EXE มาแก้ไขโดยสั่ง· รันไฟล์นี้แล้วบูทเครื่อง· ใหม่ก่อน อ่านรายละเอียดที่นี่
ปัญหาของ ฮาร์ดแวร์
· RAM หายไปไหนเนี่ย ใส่เข้าไป 32 M. ทำไม Windows บอกว่ามี 28 M. เอง·
อาการของ· RAM หายไปดื้อ ๆ จะเกิดกับการใช้เมนบอร์ดรุ่นที่มี VGA on board นะครับ ที่จริง· ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก เพียง· แต่ส่วนหนึ่ง· ของ· RAM จะถูกนำไปใช้กับ VGA ครับและขนาดที่จะโดนนำไปใช้ก็อาจจะเป็น 2M, 4M หรือ 8M ก็ได้ขึ้นอยู่กับการตั้ง· ใน BIOS ครับ
· ใช้เครื่อง· ได้สักพัก มักจะแฮง· ค์ พอปิดเครื่อง· สักครู่แล้วเปิดใหม่ ก็ใช้ง· านต่อได้อีกสักพักแล้วก็แฮง· ค์อีก
อาจจะเกิดจากความร้อนสูง· เกินไป อย่าง· แรกให้ตรวจสอบพัดลมต่าง· ๆ ว่าทำง· านปกติดีหรือเปล่า หากเครื่อง· ทำ Over Clock อยู่ด้วยก็ทดลอง· ลดความเร็วลง· มา ใช้แบบง· านปกติดูก่อนว่ายัง· เป็นปัญ· หาอยู่อีกหรือเปล่า ถ้าใน bios มีระบบดูความร้อนของ· CPU หรือ Main Board อยู่ด้วยให้สัง· เกตค่าของ· อุณหภูมิ ว่าสูง· เกินไปหรือเปล่า ทั้ง· นี้อาจจะทำการเพิ่มการติดตั้ง· หรือเปลี่ยนพัดลมของ· CPU ช่วยด้วยก็ดี
· มีข้อความ BIOS ROM CHECK SUM ERROR ตอนเปิดเครื่อง·
อาการนี้ส่วนใหญ· ่เกิดจากถ่านของ· BIOS หมดหรือเกิดการหลวมครับ ให้ลอง· ขยับถ่านให้แน่น ๆ ดูก่อน ถ้าไม่หายก็ต้อง· ลอง· เปลี่ยนถ่านบนเมนบอร์ดดู (ก่อนเปลี่ยนถ้ามี Meter วัดไฟดูก่อนก็ดี) หลัง· จากเปลี่ยนแล้วให้ทำการ Clear BIOS Jumper ก่อนด้วย จะเป็น Jumper ใกล้ ๆ กับ IC BIOS นั่นแหละ ทำการ Jump ค้าง· ไว้สัก 5 วินาทีแล้วก็ Jump กลับที่เดิมก่อน หลัง· จากนั้นต้อง· เข้าไปตั้ง· ค่าต่าง· ๆ ของ· BIOS ใหม่ด้วย
· ลืม Password ของ· BIOS จะทำยัง· ไง· ดี
ให้ทำการถอดถ่านของ· BIOS ออกสักครู่ แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ ทำการ Clear Jumper BIOS ก่อนด้วย หรือลอง· ดูวิธีการ Clear/Reset Password ของ· BIOS
· ซื้อฮาร์ดดิสก์มาขนาดใหญ· ่ ๆ แต่หลัง· จากทำการ Format แล้วเครื่อง· มอง· เห็นแค่ 2G
อย่าง· แรกให้ดูก่อนเลยว่า ใช้ระบบ FAT16 หรือ FAT32 ถ้าหากเป็น FAT16 จะมอง· เห็นได้สูง· สุดแค่ 2G ต่อ 1 Partition เท่านั้น ต้อง· ใช้แบบ FAT32 ครับ วิธีการคือใช้ FDISK ของ· แผ่น Startup Disk WIN98 มาทำ FDISK (ถ้าเป็น FDISK จาก DOS หรือ WIN95 จะเป็นแบบ FAT16) ดูวิธีการทำ fdisk และ การ format ฮาร์ดดิสก์ ที่นี่
· ไม่สามารถใช้ง· าน ฮาร์ดดิสก์ได้มากกว่า 8G. สำหรับเมนบอร์ดรุ่นเก่า ๆ
เกิดจากที่ BIOS ไม่สามารถรู้จักกับ ฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ· ่ ๆ ได้ จะเป็นกับเมนบอร์ดรุ่นเก่า ๆ ที่เคยพบมาอีกแบบคือ Windows มอง· เห็นเกิน 8G แต่ไม่สามารถใช้ง· านได้ จะบอกว่าฮาร์ดดิสก์ของ· เราเต็ม วิธีแก้ไขอย่าง· แรกคือ ให้ลอง· ทำการ Update BIOS เป็น Version ใหม่ดูก่อน (ถ้าหาได้) หรือไม่ก็หา Download โปรแกรมสำหรับจัดการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ จากเวปไซต์ของ· ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อนั้น ๆ หรืออาจจะใช้วิธีการแบ่ง· Partition ให้มีขนาดใหญ· ่ไม่เกิน 8G ต่อ 1 Partition ก็อาจจะช่วยได้
ปัญหาของ ซอฟต์แวร์
· หลัง· จากลง· โปรแกรมป้อง· กันไวรัส McAfee 4.0.3 แล้วไม่สามารถบูทเข้า Windows ได้
เท่าที่พบจะเกิดกับบาง· เครื่อง· เท่านั้น ปัญ· หาเกิดจากหลัง· จากที่เราติดตั้ง· McAfee ลง· ไปแล้ว เครื่อง· จะทำการ Scan ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์โดยใส่เป็น Batch File ไว้ในไฟล์ autoexec.bat ซึ่ง· บาง· ครั้ง· จะเป็นปัญ· หาทำให้ค้าง· ไม่ยอมเข้า Windows ต่อไป วิธีแก้ไขคือ ให้เปิดเครื่อง· เข้าใน MS-DOS Mode โดยกดปุ่ม F8 ค้าง· ไว้ขณะเปิดเครื่อง· จะเข้ามาที่เมนู Microsoft Windows 98 Startup Menu เลือกข้อ 6. sefe mode command prompt only แล้วใช้คำสั่ง· "edit autoexec.bat" เพื่อแก้ไขไฟล์โดยให้ลบบรรทัดที่มีคำสั่ง· scan.exe ออกครับ ทำการ save file แล้วทดลอง· บูทเครื่อง· ใหม่อีกครั้ง·
· พิมพ์หน้า Web Page ออกเครื่อง· พิมพ์แบบ Ink Jet เป็นภาษาไทยไม่ได้ จะมีแต่ภาษาอัง· กฤษ
ส่วนใหญ· ่ ปัญ· หานี้จะเกิดกับการใช้เครื่อง· พิมพ์แบบ อิง· ค์เจ็ท รุ่นใหม่ ๆ วิธีแก้ไขคือ ให้ลอง· หา Download Driver รุ่นใหม่ ๆ ของ· เครื่อง· พิมพ์จาก Web Site ของ· เครื่อง· พิมพ์นั้น ๆ เพราะบาง· ครั้ง· อาจจะมีการแก้ไขปัญ· หานี้แล้ว หรือไม่ก็ใช้วิธีเข้าไปตั้ง· ค่า Regional Settings ที่ Control Panel เป็น English(USA) ก่อน เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็เปลี่ยนกลับมาเป็น Thai เหมือนเดิม การตั้ง· ค่าก็ทำโดยกดที่ Start เมนู >> Settings >> Control Panel เลือกที่ Regional Settings เปลี่ยนเป็น English(USA)
· สั่ง· Defrag Hard Disk แล้วไม่ยอมเสร็จ จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ วนแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ สาเหตุเกิดจากมีโปรแกรมบาง· ตัวทำง· านอยู่ในเวลานั้นด้วยและสั่ง· เขียนข้อมูลลง· บนฮาร์ดดิสก์ เช่น Screen Saver, Winamp หรือพวก Anti Virus บาง· ตัว ให้ทำการปิดโปรแกรมเหล่านี้ให้หมดก่อน หรืออาจจะใช้วิธีเข้า Windows ใน Self Mode (กด F8 ตอนเปิดเครื่อง· แล้วเลือก Self Mode)
· ใช้การ์ดจอของ· TNT แล้วเมื่อพิมพ์ข้อความต่าง· ๆ สระบนล่าง· ไม่ยอมขึ้นมาทันที
ต้อง· พิมพ์ตัวต่อไปก่อนจึง· จะเห็น เป็นปัญ· หาที่พบบ่อยมาก ๆ กับผู้ที่ใช้การ์ดจอของ· TNT ครับให้ลอง· หา Driver รุ่นใหม่ ๆ จากเวปไซต์ของ· ผู้ผลิตการ์ดจอมาใช้ จะแก้ไขได้หรือใช้ Driver ของ· Detonator Version 3.65 ขึ้นไป หาได้จาก http://www.3dchipset.com
ทำอย่างไร เมื่อคอมพิวเตอร์แฮงค์
ทำอย่างไร เมื่อคอมพิวเตอร์แฮงค์
การใช้งาน Windows 98 ปกติต้องบอกว่า เป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ เลยที่จะเกิดอาการแฮงค์ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผลเนื่องจาก ระบบของ Windows ยังมีปัญหาต่าง ๆ อยู่ โดยที่หลาย ๆ ท่านก็ยังบอกว่าไม่มี Windows รุ่นไหนหรอกครับที่จะสมบูรณ์ที่สุด ทุกอย่างย่อมต้องมีปัญหา และมีการแก้ไขปรับปรุงไปเรื่อย ๆ ครับ เข้าเรื่องกันดีกว่า ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี เมื่อจู่ ๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังใช้งาน (หรือเล่น) อย่างเมามัน เกิดอาการนิ่งไปซะดื้อ ๆ ซะนี่ แต่อย่าเพิ่งคิดนะครับ ว่าผมจะสอนวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จริงต้องบอกว่า การแก้ไขปัญหาแบบนี้ทำได้ยากมาก ๆ เลยครับ เพราะสาเหตุของการแฮงค์ มีได้ร้อยแปดพันเก้า ต้องไล่ไปทีละจุดทีเดียว จนกว่าจะเจอต้นเหตุของปัญหานั้น ๆ จริง ๆ เอาเป็นว่า วันนี้ จะแนะนำสิ่งที่ควรทำในเบื้องต้นเท่านั้น ลองทำดูทีละขั้นตอนกันนะครับ
อย่าเพิ่งกดปุ่ม Reset หรือปิดเครื่องในทันที
เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์แฮงค์ หรือนิ่งค้างไม่ยอมรับการทำงานต่าง ๆ โดยปกติแล้ว อย่าพยายามกดปุ่ม Reset หรือปิดเครื่องในทันที เพราะการทำแบบนั้น อาจจะมีผลทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ ฮาร์ดดิสก์ มีปัญหาหรือเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น การปิดเครื่อง ควรจะเป็นวิธีสุดท้ายที่จะทำ เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้แล้วจริง ๆ เท่านั้น
พยายามปิดโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ค้างอยู่
สิ่งแรกที่ควรทำ คือให้พยายามปิดโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่และเกิดการค้างขึ้นมา โดยวิธีการคือ ให้กดปุ่ม Ctrl + Alt + Del พร้อม ๆ กันทั้ง 3 ปุ่ม ซึ่งจะมีหน้าต่างเมนูของการ Close Program ขึ้นมา
ตรงนี้ หน้าตาอาจจะไม่เหมือนกับรูปตัวอย่างนี้นัก ขึ้นอยู่กับว่าในเครื่องนั้น มีการเรียกซอฟต์แวร์อะไรไว้บ้าง แต่หลักการของเมนูนี้คือ เราสามารถทำการเลือกปิดซอฟต์แวร์บางตัว (ที่มีปัญหาหรือค้างอยู่ขณะนั้น) ได้เลย โดยปกติ หากมีซอฟต์แวร์ที่มีปัญหาค้างอยู่ มักจะมีข้อความว่า Not Responding ต่อท้ายชื่อซอฟต์แวร์ตัวนั้น ๆ ด้วยเสมอ ก็ให้เลือกปิดไปเลยครับ (ถ้ายังสามารถปิดได้) โดยกดที่ปุ่ม End Task ซึ่งหากไม่มีปัญหาอะไรมาก จะสามารถปิดโปรแกรมนั้นได้ทันที และหลังจากนั้น ก็ควรที่จะสั่ง Restart Computer ใหม่สักครั้ง ก่อนที่จะใช้งานต่อไป
แต่ถ้าในขณะนั้น ไม่สามารถปิดซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ได้เลย เราจะทำอะไรได้บ้าง อย่างแรกคือ ให้ทำการทดลองสั่ง Shutdown โดยการกดที่ปุ่ม Shut Down ซึ่งเครื่องอาจจะรับหรือไม่รับก็ได้ ให้ทดลองดูก่อนครับ
ถ้ากดที่ Shut Down แล้วก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ ขั้นตอนต่อไปคือการกดปุ่ม Ctrl + Alt + Del พร้อม ๆ กันซ้ำอีกครั้ง ถ้าอ่านตามคำอธิบายด้านบนก็จะบอกว่า เป็นการ Restart Computer ใหม่ครับ
ในบางครั้ง เมื่อเราสั่ง Shutdown อาจจะมีเมนูขึ้นมาถามว่า ยังมีซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่ จะให้รอ (Wait) หรือปิดเครื่องไปเลย (Shut Down) เผื่อไว้ว่า บางครั้งเราอาจจะต้องการเวลาบ้าง เพื่อให้มีการ Close ซอฟต์แวร์ตัวนั้นจริง ๆ ตรงนี้ก็ให้เลือก Shut Down ไปเลยครับ
ทำไมต้องปิดซอฟต์แวร์เหล่านี้ก่อนด้วย
หลาย ๆ ท่านคงสงสัยสิครับ ว่าทำไมเราจึงต้องปิดซอฟต์แวร์เหล่านี้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ ความเป็นจริงแล้ว ถ้าเครื่องค้าง เราก็กดปุ่ม Reset หรือกดปุ่มปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่เลยก็ได้ ก็ขอแนะนำหลักการง่าย ๆ ครับว่า หากสามารถปิดเครื่องแบบปกติได้ เราควรจะทดลองทำดูก่อนครับ เพราะว่าถ้าเรามีการปิดเครื่องหรือ Shut Down ได้ จะเป็นการเคลียร์ข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้งานของฮาร์ดดิสก์ ให้เรียบร้อยก่อนการ Shut Down จริง ๆ ครับ และเมื่อเปิดเครื่องใหม่ ก็จะสามารถใช้งาน ต่อไปได้ตามปกติทันที (ถ้าหากไม่มีปัญหาทางฮาร์ดแวร์จริง ๆ)
จะเกิดอะไรขึ้น หากไม่มีการ Shut Down ก่อนปิดสวิทช์ไฟ
ถ้าหากไม่สามารถทำการ Shut Down ได้ก่อนการปิดเครื่อง เมื่อเราเปิดเครื่องมาใหม่ในครั้งต่อ ๆ ไป Windows จะมีการตรวจสอบการทำงานของฮาร์ดดิสก์ก่อนเสมอ โดยการเรียกโปรแกรม Scandisk ขึ้นมาทำงาน เราสามารถข้าม ขั้นตอนนี้ไปได้โดยการกด Enter เพื่อออกจากการทำ Scandisk ได้เลย (แต่ปกติแล้ว ก็ควรจะรอให้เครื่อง Scandisk ให้เรียบร้อยจะดีกว่า) หรือในบางครั้ง หากมีปัญหาค่อนข้างมากจริง ๆ เราอาจจะเห็นเมนูให้เลือกเข้า Safe Mode ซึ่งควรที่จะเลือกเข้า Sefe Mode สักครั้งหนึ่งก่อน ถ้าหากเครื่องไม่มีปัญหาอะไรจริง ๆ ก็สั่ง Restart Windows ใหม่ ทุกอย่างก็จะกลับมาทำงานเป็นปกติเหมือนเดิมครับ
Blue Screen คืออะไร
หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำ ๆ นี้มาบ้างแล้ว ที่จริงแล้ว Blue Screen ก็คือการแฮงค์ ของเครื่องคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งนั่นเอง แต่แทนที่จะมีอาการแบบ นิ่ง หรือค้างไปเฉย ๆ ที่หน้าจอ จะกลายเป็นสีฟ้า และมีตัวหนังสือบอกรายละเอียดต่าง ๆ (ที่อ่านไม่เห็นจะเข้าใจเลย) ส่วนใหญ่แล้ว ก็จะมีข้อความบอกว่า ให้กดคีย์อะไรก็ได้ เพื่อทำงานต่อไป หรือกด Ctrl + Alt + Del เพื่อทำการ Restart Computer ถ้าหากเจอหน้าจอแบบนี้ ก็มีหลักการเดียวกันครับ คือกดลองกดปุ่มอะไรก็ได้ก่อน และพยายามทำการ Shut Down ให้ได้ แต่ถ้าหากไม่ได้จริง ๆ ก็กด Ctrl + Alt + Del เพื่อบูทเครื่องใหม่เลยครับ
Power Supply ของเคสรุ่นใหม่แบบ ATX
แถมท้ายสำหรับผู้ที่ใช้เครื่องที่มีระบบ Power Supply แบบ ATX ซึ่งจะใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุมสวิทช์ ปิด-เปิด ดังนั้นหากเครื่องแฮงค์ ในบางครั้งอาจจะไม่สามารถกดปิดเครื่องได้ ให้ทำการกดปุ่ม Power นั้นค้างไว้ประมาณ 10 วินาทีครับ จะเป็นการสั่งให้เครื่องปิดได้ โดยไม่ต้องอาศัยซอฟต์แวร์มาช่วย
ปัญหาส่วนใหญ่ เกิดจากอะไรบ้าง
ส่วนใหญ่ของปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ค้างก็มีได้มากมาย แต่สาเหตุหลัก ๆ ก็ขอรวบรวมมาไว้ตรงนี้
1. การไม่เข้ากันของอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นเมนบอร์ดกับการ์ดจอ หรือการ์ดเสียง
2. การต่อสายไฟ สายส่งข้อมูลต่าง ๆ หลวมหรือต่อไว้ไม่แน่นดีพอ
3. การเสียบแรม ขั้วต่อสาย หรือ การ์ด ต่าง ๆ หลวมหรือไม่แน่น
4. ความสกปรกของจุดสัมผัสของอุปกรณ์ เช่นขาของแรม ขั้วต่อของการ์ดต่าง ๆ ในเครื่อง
5. ฮาร์ดดิสก์ เริ่มมีปัญหา หรือใกล้จะเสีย
6. ระบบไฟ หรือระบบจ่ายไฟไม่ดีพอ เช่นไฟตกบ่อย ๆ หรือชุดจ่ายไฟไม่ดี
7. การลงโปรแกรมไม่สมบูรณ์ หรือมีปัญหากับซอฟต์แวร์บางตัว
8. ความร้อนของ ซีพียู พัดลมของ ซีพียู ตรวจสอบว่ายังทำงานได้ปกติหรือไม่
9. ก่อนที่จะเกิดปัญหา ได้มีการทำอะไรบ้าง เช่นลงโปรแกรมเพิ่ม หรือเพิ่มการ์ดในเครื่อง นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหลักก็ได้
การใช้งาน Windows 98 ปกติต้องบอกว่า เป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ เลยที่จะเกิดอาการแฮงค์ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผลเนื่องจาก ระบบของ Windows ยังมีปัญหาต่าง ๆ อยู่ โดยที่หลาย ๆ ท่านก็ยังบอกว่าไม่มี Windows รุ่นไหนหรอกครับที่จะสมบูรณ์ที่สุด ทุกอย่างย่อมต้องมีปัญหา และมีการแก้ไขปรับปรุงไปเรื่อย ๆ ครับ เข้าเรื่องกันดีกว่า ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี เมื่อจู่ ๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังใช้งาน (หรือเล่น) อย่างเมามัน เกิดอาการนิ่งไปซะดื้อ ๆ ซะนี่ แต่อย่าเพิ่งคิดนะครับ ว่าผมจะสอนวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จริงต้องบอกว่า การแก้ไขปัญหาแบบนี้ทำได้ยากมาก ๆ เลยครับ เพราะสาเหตุของการแฮงค์ มีได้ร้อยแปดพันเก้า ต้องไล่ไปทีละจุดทีเดียว จนกว่าจะเจอต้นเหตุของปัญหานั้น ๆ จริง ๆ เอาเป็นว่า วันนี้ จะแนะนำสิ่งที่ควรทำในเบื้องต้นเท่านั้น ลองทำดูทีละขั้นตอนกันนะครับ
อย่าเพิ่งกดปุ่ม Reset หรือปิดเครื่องในทันที
เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์แฮงค์ หรือนิ่งค้างไม่ยอมรับการทำงานต่าง ๆ โดยปกติแล้ว อย่าพยายามกดปุ่ม Reset หรือปิดเครื่องในทันที เพราะการทำแบบนั้น อาจจะมีผลทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ ฮาร์ดดิสก์ มีปัญหาหรือเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น การปิดเครื่อง ควรจะเป็นวิธีสุดท้ายที่จะทำ เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้แล้วจริง ๆ เท่านั้น
พยายามปิดโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ค้างอยู่
สิ่งแรกที่ควรทำ คือให้พยายามปิดโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่และเกิดการค้างขึ้นมา โดยวิธีการคือ ให้กดปุ่ม Ctrl + Alt + Del พร้อม ๆ กันทั้ง 3 ปุ่ม ซึ่งจะมีหน้าต่างเมนูของการ Close Program ขึ้นมา
ตรงนี้ หน้าตาอาจจะไม่เหมือนกับรูปตัวอย่างนี้นัก ขึ้นอยู่กับว่าในเครื่องนั้น มีการเรียกซอฟต์แวร์อะไรไว้บ้าง แต่หลักการของเมนูนี้คือ เราสามารถทำการเลือกปิดซอฟต์แวร์บางตัว (ที่มีปัญหาหรือค้างอยู่ขณะนั้น) ได้เลย โดยปกติ หากมีซอฟต์แวร์ที่มีปัญหาค้างอยู่ มักจะมีข้อความว่า Not Responding ต่อท้ายชื่อซอฟต์แวร์ตัวนั้น ๆ ด้วยเสมอ ก็ให้เลือกปิดไปเลยครับ (ถ้ายังสามารถปิดได้) โดยกดที่ปุ่ม End Task ซึ่งหากไม่มีปัญหาอะไรมาก จะสามารถปิดโปรแกรมนั้นได้ทันที และหลังจากนั้น ก็ควรที่จะสั่ง Restart Computer ใหม่สักครั้ง ก่อนที่จะใช้งานต่อไป
แต่ถ้าในขณะนั้น ไม่สามารถปิดซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ได้เลย เราจะทำอะไรได้บ้าง อย่างแรกคือ ให้ทำการทดลองสั่ง Shutdown โดยการกดที่ปุ่ม Shut Down ซึ่งเครื่องอาจจะรับหรือไม่รับก็ได้ ให้ทดลองดูก่อนครับ
ถ้ากดที่ Shut Down แล้วก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ ขั้นตอนต่อไปคือการกดปุ่ม Ctrl + Alt + Del พร้อม ๆ กันซ้ำอีกครั้ง ถ้าอ่านตามคำอธิบายด้านบนก็จะบอกว่า เป็นการ Restart Computer ใหม่ครับ
ในบางครั้ง เมื่อเราสั่ง Shutdown อาจจะมีเมนูขึ้นมาถามว่า ยังมีซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่ จะให้รอ (Wait) หรือปิดเครื่องไปเลย (Shut Down) เผื่อไว้ว่า บางครั้งเราอาจจะต้องการเวลาบ้าง เพื่อให้มีการ Close ซอฟต์แวร์ตัวนั้นจริง ๆ ตรงนี้ก็ให้เลือก Shut Down ไปเลยครับ
ทำไมต้องปิดซอฟต์แวร์เหล่านี้ก่อนด้วย
หลาย ๆ ท่านคงสงสัยสิครับ ว่าทำไมเราจึงต้องปิดซอฟต์แวร์เหล่านี้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ ความเป็นจริงแล้ว ถ้าเครื่องค้าง เราก็กดปุ่ม Reset หรือกดปุ่มปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่เลยก็ได้ ก็ขอแนะนำหลักการง่าย ๆ ครับว่า หากสามารถปิดเครื่องแบบปกติได้ เราควรจะทดลองทำดูก่อนครับ เพราะว่าถ้าเรามีการปิดเครื่องหรือ Shut Down ได้ จะเป็นการเคลียร์ข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้งานของฮาร์ดดิสก์ ให้เรียบร้อยก่อนการ Shut Down จริง ๆ ครับ และเมื่อเปิดเครื่องใหม่ ก็จะสามารถใช้งาน ต่อไปได้ตามปกติทันที (ถ้าหากไม่มีปัญหาทางฮาร์ดแวร์จริง ๆ)
จะเกิดอะไรขึ้น หากไม่มีการ Shut Down ก่อนปิดสวิทช์ไฟ
ถ้าหากไม่สามารถทำการ Shut Down ได้ก่อนการปิดเครื่อง เมื่อเราเปิดเครื่องมาใหม่ในครั้งต่อ ๆ ไป Windows จะมีการตรวจสอบการทำงานของฮาร์ดดิสก์ก่อนเสมอ โดยการเรียกโปรแกรม Scandisk ขึ้นมาทำงาน เราสามารถข้าม ขั้นตอนนี้ไปได้โดยการกด Enter เพื่อออกจากการทำ Scandisk ได้เลย (แต่ปกติแล้ว ก็ควรจะรอให้เครื่อง Scandisk ให้เรียบร้อยจะดีกว่า) หรือในบางครั้ง หากมีปัญหาค่อนข้างมากจริง ๆ เราอาจจะเห็นเมนูให้เลือกเข้า Safe Mode ซึ่งควรที่จะเลือกเข้า Sefe Mode สักครั้งหนึ่งก่อน ถ้าหากเครื่องไม่มีปัญหาอะไรจริง ๆ ก็สั่ง Restart Windows ใหม่ ทุกอย่างก็จะกลับมาทำงานเป็นปกติเหมือนเดิมครับ
Blue Screen คืออะไร
หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำ ๆ นี้มาบ้างแล้ว ที่จริงแล้ว Blue Screen ก็คือการแฮงค์ ของเครื่องคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งนั่นเอง แต่แทนที่จะมีอาการแบบ นิ่ง หรือค้างไปเฉย ๆ ที่หน้าจอ จะกลายเป็นสีฟ้า และมีตัวหนังสือบอกรายละเอียดต่าง ๆ (ที่อ่านไม่เห็นจะเข้าใจเลย) ส่วนใหญ่แล้ว ก็จะมีข้อความบอกว่า ให้กดคีย์อะไรก็ได้ เพื่อทำงานต่อไป หรือกด Ctrl + Alt + Del เพื่อทำการ Restart Computer ถ้าหากเจอหน้าจอแบบนี้ ก็มีหลักการเดียวกันครับ คือกดลองกดปุ่มอะไรก็ได้ก่อน และพยายามทำการ Shut Down ให้ได้ แต่ถ้าหากไม่ได้จริง ๆ ก็กด Ctrl + Alt + Del เพื่อบูทเครื่องใหม่เลยครับ
Power Supply ของเคสรุ่นใหม่แบบ ATX
แถมท้ายสำหรับผู้ที่ใช้เครื่องที่มีระบบ Power Supply แบบ ATX ซึ่งจะใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุมสวิทช์ ปิด-เปิด ดังนั้นหากเครื่องแฮงค์ ในบางครั้งอาจจะไม่สามารถกดปิดเครื่องได้ ให้ทำการกดปุ่ม Power นั้นค้างไว้ประมาณ 10 วินาทีครับ จะเป็นการสั่งให้เครื่องปิดได้ โดยไม่ต้องอาศัยซอฟต์แวร์มาช่วย
ปัญหาส่วนใหญ่ เกิดจากอะไรบ้าง
ส่วนใหญ่ของปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ค้างก็มีได้มากมาย แต่สาเหตุหลัก ๆ ก็ขอรวบรวมมาไว้ตรงนี้
1. การไม่เข้ากันของอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นเมนบอร์ดกับการ์ดจอ หรือการ์ดเสียง
2. การต่อสายไฟ สายส่งข้อมูลต่าง ๆ หลวมหรือต่อไว้ไม่แน่นดีพอ
3. การเสียบแรม ขั้วต่อสาย หรือ การ์ด ต่าง ๆ หลวมหรือไม่แน่น
4. ความสกปรกของจุดสัมผัสของอุปกรณ์ เช่นขาของแรม ขั้วต่อของการ์ดต่าง ๆ ในเครื่อง
5. ฮาร์ดดิสก์ เริ่มมีปัญหา หรือใกล้จะเสีย
6. ระบบไฟ หรือระบบจ่ายไฟไม่ดีพอ เช่นไฟตกบ่อย ๆ หรือชุดจ่ายไฟไม่ดี
7. การลงโปรแกรมไม่สมบูรณ์ หรือมีปัญหากับซอฟต์แวร์บางตัว
8. ความร้อนของ ซีพียู พัดลมของ ซีพียู ตรวจสอบว่ายังทำงานได้ปกติหรือไม่
9. ก่อนที่จะเกิดปัญหา ได้มีการทำอะไรบ้าง เช่นลงโปรแกรมเพิ่ม หรือเพิ่มการ์ดในเครื่อง นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหลักก็ได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)